my

จุดเริ่มเรื่องของ My Sassy Girl อาจกลายเป็นจุดจบไปในทันทีถ้า เคียนวู ตัวเอกของเรื่อง ไปบ้านป้าในคืนวันนั้น แต่คงเป็นฉากจบที่ไม่แฮปปี้เป็นแน่ คำถามต่อเรื่องของโชคชะตา ถูกแม่สาวห้าวโหดคนหนึ่งท้าทาย ครั้งแล้วครั้งเล่า ตลอดทั้งเรื่อง

เคียนวู หนุ่มนักศึกษาที่ไม่ค่อยเอาถ่านซักเท่าไหร่ ในคืนวันหนึ่ง หลังจากได้รับคำขู่จากแม่ ให้ไปบ้านคุณป้า ระหว่างทาง เขาก็ได้พบกับสาวน้อยหน้าตาน่ารักคนหนึ่ง ยืนเมาโอนเอนอยู่ที่สถานีรถไฟ และได้สัมผัสกับเธอแบบใกล้ชิดจริงๆ เมื่อเจ้าหล่อนอาเจียนออกมาบนรถไฟ และ เรียกเขาว่า ที่รัก ก่อนจะหมดสติไป นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความซวยในชีวิตเคียนวู เขาต้องออกไปพบกับเธออยู่เรื่อยๆ ทุกครั้งที่เธอโทรมาตามจิก ถูกเธอทำทารุณต่างๆ นาๆ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ แต่เขาก็ยังคงมาเจอเธออยู่เสมอ อาจจะด้วยความรับผิดชอบส่วนตัว ความที่เขาเป็นพวกขี้แพ้ หรือ แค่ความที่เพียง อยากอยู่ใกล้สาวสวยก็ตามแต่ เมื่อเหตุผลแท้จริง ที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมสุดห่ามของเธอปรากฏออกมา เคียนวูกลับเป็นคนเดียว ที่ยืนหยัดเพื่อเธอเสมอ และ สุดท้ายเธอก็รับรู้ว่า ขณะนี้มีเพียงเขาคนเดียวที่รู้ใจเธอมากที่สุด

My Sassy Girl อาจเป็นหนังตลกไร้สาระ สำหรับคนดูหนังทั่วๆ ไป ซึ่งตัวหนังก็ตอบสนองความเฮฮาได้อย่างดี แต่หากมองให้ลึกๆ แล้ว เหตุผลหลักที่ผลักดันให้สาวปริศนาคนนั้น ทำพฤติกรรมโหดๆ มันช่างน่าเศร้าและบาดลึกไม่ใช่น้อย อันที่จริงหนังเกือบทั้งเรื่อง เหมือนกับจะหลอกคนดูให้คิดว่า เป็นหนังตลกไร้สาระมาโดยตลอด จนกระทั่ง ถึงจุดหักเหเมื่อเฉลยถึงต้นตอ ของความไร้สาระเหล่านั้น ทำให้เราเข้าใจว่า ทำไมแม่สาวคนนี้ถึงได้ร้ายขนาดนี้ ทำไมถึงต้องบังคับให้เคียนวูทำอะไรที่ดูโง่ๆ เช่นให้ใส่รองเท้าส้นสูง หรือให้งัดเอาชุดนักเรียนมัธยมมาใส่ ทำไมเธอถึงได้โมโหจะเป็นจะตาย เพียงแค่เขาสั่งน้ำอัดลมแทนกาแฟ และทำไมถึงชอบตบ(หรือยันหน้าผาก?) เขาพร้อมคำพูดยอดฮิตว่า นายอยากตายเหรอ? ทุกครั้งที่เขาทำผิดเล็กๆ น้อยๆ เธอเพียงพยายามให้เคียนว ูเป็นตัวแทนของใครบางคนเท่านั้น ทั้งๆ ที่ใจเธอรู้อยู่เสมอว่า มันเป็นไปไม่ได้ และ ไม่ใช่วิถีทางที่ถูกต้องเลย ในการที่จะรักใคร หรือ แม้แต่พยายามลืมใครสักคน

ในฉากหนึ่ง เธอใส่ชุดสีชมพูสวย ไปรับเขาหน้าโรงเรียน ด้วยที่เธอเริ่มยอมรับในความสัมพันธ์ฉันท์แฟน กับพ่อหนุ่มขี้แพ้ และหลังจากที่ได้บังคับกึ่งงอนๆ ให้เขาใส่รองเท้าส้นสูงของเธอแทนมาทั้งวัน คืนนั้นเมื่อทั้งคู่วิ่งไปหลบฝนใต้ต้นไม้ เธอหันมามองหน้าเคียนวูชั่วครู่หนึ่ง แววตาที่มองนั้น เป็นแววตาของหญิงสาวที่มองคนอันเป็นที่รักอย่างชื่นชม และ ด้วยความรักที่มีเปี่ยมใจ หรือว่าในที่สุดแล้วเธอเริ่มเห็นอะไรในตัวเคียนวูเข้าแล้ว? แต่สุดท้าย เธอต้องยอมรับความจริงว่า ควรจะรักเค้าที่เป็นตัวเค้า ไม่ใช่ให้เค้ามาแทนที่ใคร เพียงแต่ในเวลานั้น การที่จะลืมอดีตและหันมารัก เคียนวู ด้วยความเป็นตัวของเขาเองนั้น เป็นเรื่องที่เธอยังทำไม่ได้ เนื่องจาก ปัญหาทั้งภายในจิตใจเธอเอง และ พ่อแม่ของเธอที่ไม่ยอมรับหนุ่มขี้แพ้คนนี้
แต่ท้ายสุดแล้ว ในฉากหนึ่งเมื่อเธอได้กลับมาที่ต้นไม้แห่งสัญญาที่ทั้งคู่ได้ตกลงกันไว้อีกครั้ง คำพูดของชายแก่เกี่ยวกับต้นไม้ต้นนั้นสอนให้เธอรู้ว่าสิ่งที่เธอเห็นอาจไม่ใช่สิ่งที่เป็น ต้นไม้ที่เห็นเมื่อ 3 ปีก่อนก็ไม่ใช่ต้นเดิม แต่เป็นต้นใหม่ที่คนที่รักเธอมากอีกคนหนึ่งปลูกขึ้นมาแทนความรักที่เขามีให้ เป็นสัญลักษณ์ที่บอกให้เธอรู้ว่าแม้เวลาผ่านไป แม้เธอจะผิดสัญญา แต่เขายังคงรอให้เธอกลับมาที่ต้นไม้ต้นนี้เสมอ ขณะเดียวกับที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาได้ค่อยๆ เข้ามาปลูกต้นไม้แห่งความรัก และ ความหวังในใจของเธอให้งอกเงย เพื่อให้เธอใช้มันป่ายปีนขึ้นมาให้พ้นจากความทุกข์ในอดีตที่ครอบงำใจเธออยู่ และเมื่อเธอระลึกได้เช่นนี้ เธอจึงยอมรับในความรักของเคียนวูอย่างไม่มีข้อกังขา ถึงมันดูจะสายเกินไปแล้ว และแม้ว่ามันจะไม่เป็นไปตามปาฏิหาริย์แห่งพรหมลิขิตที่เธอต้องการให้เกิดขึ้นนักหนา

มีฉากหลายๆ ฉากที่เมื่อดูครั้งแรกจะอยู่ในระดับไร้สาระมาก เช่นฉากเล่าเรื่องละครทั้ง 3 เรื่อง ตามงานเขียนบทของแม่สาวโหดที่มีเนื้อหาและตอนจบที่ ถ้าไม่มีคนตายก็ต้องไม่สมหวังในรัก ถึงแม้เนื้อหาของทั้ง 3 ฉากนี้ จะออกมาในเชิงตลกเลอะเทอะ และ ไม่เข้ากับตัวเรื่องเลยแม้แต่น้อย แต่หากได้รับรู้ความจริงในตอนท้ายเรื่องแล้ว เรื่องเล่าทั้ง 3 กลับสะท้อนความเศร้า ความโหยหา และ ความพลาดหวังในรักของเธอออกมาได้อย่างเจ็บปวดทีเดียว

อย่างไรก็ตาม มีบางฉากในช่วงกลางเรื่องที่ผมเห็นว่า โดด และไม่จำเป็นต่อเนื้อหาโดยรวม (ถึงแม้ในฉากนั้นจะนำเสนอและบอกให้ผู้ชมรู้ถึงแง่มุมและข้อคิดเห็นที่ยึดมั่นต่อความรักของเจ้าหล่อนด้วยการแสดงของ เจียน จีฮุน ที่อยู่ในระดับ ดีมากอย่างเหลือเชื่อ ก็ตามที) คือฉากทหารพ่ายรักที่สวนสนุก ความผิดพลาดเกิดขึ้นที่ความยาวของฉากนี้ที่มันยาวเกินไป กินเวลาเกินกว่าที่จะนำเสนอข้อความเพียงสั้นๆ แค่นั้น ผมคิดว่าฉากที่ใหญ่และยาวระดับนี้ควรเป็นฉากที่นำเสนอเรื่องราวที่น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนแปลงของเรื่องมากกว่า และที่สำคัญ ดีกรีความตลกของฉากนี้ไม่ได้มากอย่างที่มันพึงจะเป็น และอีกหนึ่งฉากที่มีระดับของความ จงใจจัดฉาก ค่อนข้างมากคือฉากที่ เคียนวู เดินถือกุหลาบขึ้นไปให้สาวเจ้าบนเวที มันดูไม่เป็นธรรมชาติ ไม่ใช่สิ่งที่คนปกติจะทำกัน ใครจะเดินเอาดอกไม้ขึ้นไปให้คนรักได้ในขณะที่เธอกำลังเล่นเปียโนอยู่กลางห้องประชุมที่มีคนนั่งอยู่แน่นเอี๊ยดถึงจะรักแค่ไหนก็เถอะนะ อีกหนึ่งจุดที่อาจจะไม่ถือว่าเป็นจุดอ่อนของบทแต่ก็ยังดูขัดๆ อยู่ดี คือช่วงท้ายที่พระเอกฮึดทำงานเขียนบทเพื่อสานต่อความฝันของนางเอกอย่างจริงจัง ความสำเร็จที่ได้มาดูจะง่ายไปสักนิด แต่เนื่องจากมิได้ไปกระทบกระเทือนเนื้อหาโดยรวมสักเท่าไหร่จึงขอถือเป็นการทำผิดโดยสุจริตไปก็แล้วกัน

ในทางกลับกันฉากที่จัดว่า จิ๊ด มากถึงมากที่สุดมีอยู่แพรวพราวไปเกือบจะทั้งเรื่อง เช่นฉากที่หลังจากแม่สาวโหดได้รู้ว่าเคียนวูรัก และเข้าใจเธอมากแค่ไหนจากกฏเหล็ก 10 ข้อที่เค้าพูดออกมา ยอมทิ้งคู่เดทของเธอวิ่งตามเขาไปที่สถานีรถไฟ เธอวิ่งไปพร้อมสอดส่ายสายตามองหาเคียนวูอย่างร้อนรน เพราะเธอได้รู้แล้วว่าเธอไม่สามารถทนยอมรับการสูญเสียครั้งนี้ได้อีก เจียน จีฮุน เข้าถึงตัวละครได้ดีจนใจคนดูแทบจะสลายไปพร้อมกับเธอ เมื่อไม่เห็นวี่แววของเคียนวูที่สถานี หรือแม้แต่ฉากโชคชะตาเล่นตลก ที่สถานีรถไฟชนบทหลังจากที่ทั้งคู่ตกลงแยกทางกัน เมื่อทั้งคู่ต่างค้นพบความต้องการที่แท้จริงของตนเอง ยอมผิดข้อตกลงเปลี่ยนใจกลับไปหาอีกฝ่าย หากแต่เทพแห่งพรหมลิขิตคงยังมองไม่เห็น จึงให้ทั้งคู่สวนทางกัน และจากไปพร้อมน้ำตาคนดูที่ไหลออกมาอย่างช่วยไม่ได้

My Sassy Girl กำกับโดย กว๊อค แจยัง ทำหนังโดยรวมออกมาได้โดนใจทั้งคอหนังตลกและหนังรัก ตัวหนังกระทบใจคนดูได้ดีทีเดียว สังเกตุได้จากช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายเมื่อเรื่องราวเริ่มขมวดปมแน่นขึ้น แม้ว่าจะมีการปล่อยมุขเล็กๆ
ออกมาบ้างแต่คนดูทั้งโรงยังคงนิ่งเงียบด้วยไม่มีจิตใจที่จะขำอะไรได้อีกแล้วหลังจากที่ได้รับรู้ความจริงทั้งหมด นักแสดงนำคือ แช เตฮุนในบทหนุ่มหน้าเซ่อ และ สาวสุดฮอตจาก Il Mare เจียน จีฮุน ทั้งคู่แสดงได้ดีไม่มีที่ติ การแสดงของ แช เตฮุนเป็นประเภททำมากได้มาก แสดงท่าทางหน้าตาตลกเว่อร์ๆ แต่ก็ได้ผลทุกเม็ดไป ขณะที่เจียน จีฮุนนั้นเข้าข่ายทำน้อยได้มาก หลังจากที่รับบทสาวที่ดูเก็บกดใน Il Mare มาคราวนี้เธอไม่ต้องทำอะไรมากมาย แค่เป็นตัวเองให้มาก ทำหน้าขมึงทึงนิดหน่อยก็กลายเป็นสาวน้อยห้าวโหดได้อย่างลงตัว การแสดงของทั้งคู่เข้าขากลมกลืนลื่นไหลกันได้ดีมากๆ อีกปัจจัยที่อดพูดถึงไม่ได้คือดนตรีประกอบที่ทำได้ดี มีท่วงทำนองที่ไพเราะติดหูและเป็นตัวเสริมรสชาติให้ตัวหนังได้อย่างลงตัว เชื่อว่าเพลง theme ที่ชื่อ I Believe จะติดอันดับเพลงฮิตไม่แพ้ เพลง Must Say Goodbye จากเรื่อง Il Mare เป็นแน่
My Sassy Girl เป็นหนังประเภทที่เมื่อคุณดูจนจบแล้วการดูครั้งที่สองจะทำให้คุณรู้สึกแตกต่างจากการดูครั้งแรกอย่างสิ้นเชิง หากเทียบวัดเป็นค่าดรรชนี Il Mare อาจจะเป็นเพียง ตัวชิมลาง ให้คนไทยเริ่มหันมาดูภาพยนตร์จากเกาหลี ในขณะที่ My Sassy Girl เป็น ตัวจริง ที่คุณพลาดไม่ได้ไม่ว่าจะด้วยข้ออ้างใดๆ ทั้งสิ้น