in

เคยฟังนิทานเมื่อสมัยเด็กๆ เรื่อง คนตัดฟืนกับเทวดาไหมครับ? ที่เรื่องมีอยู่ว่า คนตัดฟืนแสนซื่อทำขวานตัดฟืนตกลงไปในบ่อน้ำลึกมาก เขาไม่รู้จะทำอย่างไรจึงนั่งร้องไห้คร่ำครวญจนร้อนถึงเทวดาแถวนั้นต้องมาช่วยงมหาขวานโดยการปลอมตัวมา และก่อนที่จะช่วยเหลือต้องมีเทคนิคลองใจกันก่อน ด้วยการหยิบขวานที่เป็นทองคำขึ้นมาลองใจในครั้งแรก ชายตัดฟืนก็บอกว่า ไม่ใช่ขวานของเขา เทวดาจึงช่วยงมหาขวานใหม่อีกครั้งโดยหยิบเอาขวานที่เป็นเงินแท้มาให้อีก ชายตัดฟืนก็ปฎิเสธอีกว่า ไม่ใช่ของเขาเอามาทำไม

ท้ายสุดครั้งที่สามเทวดาจึงนำขวานเดิมมาให้แก่เขา คนตัดฟืนดีใจมากที่ได้ขวานกับคืนมาแล้วจึงขอบอกขอบใจเทวดาเป็นการใหญ่ เทวดาจึงมอบขวานทั้งทองและเงินให้กับชายตัดฟืนไปด้วย เพราะถือว่าเป็นรางวัลให้กับความซื่อสัตย์ ของเขา นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ...

และเคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมต้องลองใจสามครั้ง? ทำไมต้องกราบพระสามครั้ง? ทำไมต้องเดินวนรอบโบสถ์ถามรอบ? ทำไมต้องหยิบไพ่ดูดวงทีละสามใบ? ทำไม ..... ที่มักจะสามครั้ง บ่อยๆ

ใช้ว่านิทานและเหตุการณ์แบบนี้จะมีไว้แต่เล่าให้เด็กๆฟังเท่านั้น ล่าสุด คริสตี้ หนูน้อยชาวไอริชวัยสิบเอ็ดขวบในหนังเรื่อง In Americaก็นำมาเล่าให้คนดูเองว่า เธอสามารถอธิฐานขอพรจากน้องชายชื่อ แฟรงกี้ (ที่เสียชีวิตไปแล้ว) ได้สามข้อเท่านั้น สำหรับที่จะช่วยให้ พ่อ แม่ น้องสาว และเธอ สามารถผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นในดินแดนใหม่สำหรับเธอที่ชื่อว่าอเมริกาไปให้ได้

คำอธิฐานข้อแรก ของ คริสตี้ (ซาร่าห์ บัลเจอร์) เกิดขึ้นตอนต้นเรื่อง ที่บริเวณด่านกักกันคนเข้าเมืองเขตรอยต่อของอเมริกากับแคนนาดา ครอบครัวชาวไอริชของคริสตี้ต้องการลอบเข้าเมืองในฐานะนักท่องเที่ยว ซึ่ง เอเรียล (เอ็มม่า บัลเจอร์) น้องสาวสุดที่รักก็พลั่งปากไปว่า พ่อที่เป็นชาวไอริชกำลังตกงานอยู่แต่จะมาเที่ยวอเมริกาสักพัก ขณะเจ้าหน้าที่กำลังสอบถามรายละเอียดอยู่ คริสตี้ จึงอธิฐานขอพรให้ครอบครัวของเธอได้ผ่านเข้าไปในอเมริกา

โอมเพี้ยง...แฟรงกี้จ๋า...ช่วยเราที

การใช้ชีวิตในต่างเมืองที่ชื่อว่าอเมริกาที่มีแต่ความแปลกตา มีแสงสีศิวิไลในสายตาของเด็กๆ แต่ผู้เป็นพ่อแม่กลับอยู่ในสภาพที่ยังทำใจไม่ได้กับการจากไปของแฟรงกี้ลูกชายคนเล็กที่เฝ้ารบกวนจิตใจ การย้ายที่อยู่อาศัยใหม่ครั้งนี้จึงเป็นการหลีกหนีเรื่องเลวร้ายและบรรยากาศเก่าๆที่คอยกัดกร่อนทำลายจิตใจของทั้งคู่ จอห์นนี่ (แพคดี้ คอนซิดีน) เป็นพ่อที่อยากเป็นนักแสดงละครเวที แต่เขาไม่สามารถร้องไห้ได้หลังจากการจากไปของแฟรงกี้ จึงต้องไปขับแท็กซี่ไปพรางๆก่อน ซาร่าห์ (ซาแมนทา มอร์ตัน) รับบทแม่ที่เคยเป็นครู แต่ต้องเป็นพนักงานเสิรฟ์ในร้านไอศรีม เพื่อแก้ปัญหาปากท้องให้กับลูกๆก่อน เช่นกัน

ด้วยสภาพเศรษฐกิจของครอบครัวที่ย่ำแย่ จึงทำให้ต้องไปพักอาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนท์ในแหล่งเสื่อมโทรมที่เต็มไปด้วยขอทาน และพวกขี้ยา รวมถึงการใช้ชีวิตแบบต้องสู้ โดยมีลูกๆที่น่ารักเฝ้ามองเหตุการณ์ในแบบสายตาของเด็กๆที่มีแต่ความตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจกับความแปลกใหม่ โดยเฉพาะ คริสตี้ เด็กผู้พี่ที่คอยเล่าเรื่องให้คนดูเฝ้าติดตามดูครอบครัวของเธอ และเธอยังชอบใช้กล้องวีดีโอถ่ายภาพบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอในมุมมองของเธอ

คำอธิฐานที่สอง ของคริสตี้ เกิดขึ้นในสวนสนุกขณะที่ผู้เป็นพ่ออยากจะเล่นเกมปาบอล เพื่อให้ได้ตุ๊กตา อี.ที. ที่กำลังฮิตมากในช่วงนั้น แก่ลูกๆ และเขาไม่ต้องการยอมแพ้ต่อหน้าลูกจนถึงขั้นนำเงินออมค่าเช่าบ้านมาใช้จ่ายในการนี้ ซึ่งในเหตุการณ์นี้ คริสตี้ จึงต้องแก้ไขสถานการณ์อีกครั้ง กับคำอธิฐานขอพรของเธอ

โอมเพี้ยง...แฟรงกี้จ๋า...ช่วยเราที

ด้วยความน่ารักของเด็กๆทำให้ครอบครัวนี้ได้เพื่อนบ้านใหม่เป็นศิลปินนักวาดรูปผิวสีนาม มาเทโอ้ (จิมอน ฮอนซู) ที่ปิดกั้นตัวเองไม่ยอมคบหาสมาคมกับใคร แต่ไหนเลยจะไม่ยอมคบหากับหนูน้อยคริสตี้และเอเลียนที่ขนาดบรรดาแชมป์แฟนต้ายุวฑูตของไทย ยังเรียกพี่ได้ไง มาเทโอ้ เป็นคนจิตใจดี และอ่อนโยน แต่เขาป่วยเป็นโรคร้าย และกำลังจะตาย มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาเป็นลมสลบเพราะหายใจไม่ทัน ก็ได้คริสตี้มาช่วยปฐมพยาบาลและเอเลียนคอยตะโกนเรียกให้ใครๆมาช่วย

และแล้วเมื่อซาร่าห์ จะให้กำเนิดลูกอีกคน แต่แพทย์ให้คำแนะนำว่าอาจเป็นอันตรายต่อผู้เป็นแม่ได้ และเนื่องจากเหตุการณ์ฝังใจในอดีตที่เสียแฟรงกี้ไปจากอุบัติเหตุตกบันไดตามมาด้วยโรคร้าย ที่นับเป็นฝันร้ายของผู้เป็นแม่ เธอจึงไม่อยากให้ประวัติศาตร์ซ้ำรอย พร้อมทั้งหวังว่าจะไม่ละเลยและไม่ทำร้ายลูกที่กำลังจะเกิดมา ดังนั้นซาร่าห์ จึงขอเสี่ยง พร้อมจะเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจในครอบครัวก็ยังไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลย จอห์นนี่ยังต้องขับแท็กซี่หาเลี้ยงครอบครัวอยู่ตามลำพัง เมื่อถึงเวลาที่ซาร่าห์ต้องคลอดในสภาวะการณ์ที่ความเป็นความตายห้าสิบห้าสิบ จึงเป็นหน้าที่ของ คริสตี้ ที่จะต้องขอ อธิฐานอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย

โอมเพี้ยง...แฟรงกี้จ๋า...ช่วยเราที

โดยภาพรวม In Americaเป็นหนังฟอร์มเล็กที่ไม่มีดาราใหญ่ๆ ไม่มีฉากแอคชั่น ไม่ทุ่มทุนฉากสวยงามตระการตา แต่สนใจในด้านอารมณ์ของหนังเป็นหลัก (ปกติการตัดสินใจที่จะทำการใดๆนั้น ผู้บรรลุนิติภาวะแล้วมักจะใช้เหตุผลมาก่อนอารมณ์เสมอ) สิ่งที่ส่งเสริมให้กับผลงานทางด้านอารมณ์มากกว่าเหตุผลในหนังเรื่องนี้เกิดกับตัวละครผู้ใหญ่หลักๆทุกคน ตลอดทั้งเรื่องเลย เช่น

ตำรวจ ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองใจอ่อนยอมปล่อยให้ครอบครัวคริสตี้เข้าเมือง

จอห์นนี่ พ่อผู้ทุมสุดตัวอย่างหน้ามือตามัวกับการปาบอลเพื่อแลกกับตุ๊กตา อี.ที. และความรู้สึกว่า พ่อจะไม่ใช่ผู้แพ้ต่อหน้าลูกๆ

ซาร่าห์ ยอมตัดสินใจอุ้มท้องลูกคนใหม่ แม้จะอันตรายถึงชีวิตก็ตาม

มาเทโอ้ เหตุผลที่ไม่คบหากับใครๆ พังทลายลงเมื่อเจอความไร้เดียงสาแบบเด็กๆในวันฮาโลวีน

และคงไม่กล่าวเกินเลยไปนักว่า ผู้ชมหนังเรื่องนี้ คงคล้อยตามอารมณ์ของหนังแบบเศร้าๆ จนบางคน ดูแล้วออกจะซึมๆปนประทับใจไปพร้อมๆกัน โดยไม่ต้องหาเหตุผล ซึ่งก็นับได้ว่าการที่ In America เป็นงานที่ได้ผลตอบรับด้านคำชมในสายนักวิจารณ์ทั่วโลก นั้นแสดงถึง การประสบผลสำเร็จในหนังประเภทที่เน้นอารมณ์มาก่อนสิ่งอื่นใด

In America เป็นภาพยนตร์ลำดับที่ห้าของ จิม เชอริแดน ( My Left Foot (1989), The Field (1990), In the Name of the Father (1993), และ The Boxer (1997)) ผู้กำกับชาวไอริช ผู้มีดาราคู่บุญสุดดังอย่าง แดเนียล เดย์ลูอิส (ล่าสุดจาก Gangs of New York (2002)) แสดงหนังของเขาเกือบทุกเรื่อง ได้กล่าวถึง In America ว่า ถึงหนังจะไม่มี เดย์ลูอิส แต่จากบทบาทของสองดาราเด็กในเรื่องนี้ เชอริแดนให้สัมภาษณ์อย่างชื่นชมว่า

สาบานกับพระเจ้าได้เลย ผมรู้สึกกับพวกเขาราวกับว่ากำลังทำงานกับ แดเนียล เดย์ลูอิส เลยล่ะ

ได้รับคำชมอย่างนี้คงต้องสาธยายถึงบทบาทของสองพี่น้องทั้งในเรื่องและนอกเรื่อง (ทั้งคู่เป็นพี่น้องในชีวิตจริงๆของตระกูลบัลเจอร์) คนน้องวัยหกขวบที่รับบทเป็นเอเรียล ได้สร้างสีสรรค์ล้วนๆให้กับหนังด้วยความน่ารักไร้เดียงสา อารมณ์ดีตลอด ช่างพูดและชอบตั้งคำถามตามสไตล์ของเด็กๆ เช่น ในฉากถามถึงว่า ทำไมเมืองแมนฮัตตันจึงมีแต่คนตัวโตๆ หรือการพยายามทำความเข้าใจเรื่องการกลับบ้านของของ อี.ที. กับเรื่องของชีวิตของมาเทโอ้ เป็นต้น ว่าไปว่ามา การแสดงของเอเรียลแทบจะกลบทับการแสดงของคนอื่นๆไปเสียเกือบหมดด้วยความน่ารักเป็นหลัก (แม้แต่โปสเตอร์หนังก็มีหน้าเธอเสียเกือบเต็มแผ่น)

แต่ใช่ว่าเอเรียล คนเดียวแล้วจะนำพาให้เนื้อเรื่องของหนังไปได้ตลอดรอดฝั่ง ถ้าไม่ได้พี่สาวคริสตี้มาช่วยเป็นคนเล่าเรื่อง ในสายตาของเด็กวัยสิบเอ็ดขวบให้คนดูรู้ซึ้งถึงความจริงในชีวิตที่ต้องทำความเข้าใจอย่างมากในมุมมองของเด็กที่มองดูผู้ใหญ่ คริสตี้ได้รับบทเด็กเงียบขรึม หมองเศร้ากว่าน้องสาว เธอเป็นคนดีมีน้ำใจตามประสาเด็กๆ ยิ่งในฉากที่มาเทโอ้เป็นลม เธอก็พยายามผายปอดแบบเด็กๆ แม้เธอจะไม่ค่อยเข้าใจความหมายของโรคเอดส์ที่มาเทโอ้เป็นสักเท่าไหร่ก็ตาม จนเอเรียลถึงกับพูดว่าพี่สาวเธอจะติดโรคร้ายแบบมาเทโอ้ ไหม เพราะเธอจูบปากเขา? แต่บทนิ่งเงียบของเธอดูโดดเด่นเคียงคู่กับเอเรียลน้องสาว ยิ่งโดยเฉพาะตอนการแสดงการร้องเพลงโชว์ในงานของโรงเรียนในเพลง Desperadoที่คนดูต้องอึ้งกับน้ำเสียงและอารมณ์ของหนังในตอนนั้น ที่มีเนื้อเพลงกล่าวถึง การหาทางออกให้กับคนสิ้นหวังที่กำลังจมจ่อมอยู่กับความเหงาเศร้าซึ่งคงจะหมายถึง พ่อจอห์นนี่ของเธอนั่นเอง นี่ยังไม่นับบทระเบิดอารมณ์ในตอนท้ายเรื่องที่ทำได้ดีและเรียกน้ำตากับคนดูอีกด้วย

มีข้อมูลกล่าวถึง ที่มาของสองพี่น้อง บัลเจอร์นี้ว่า ตอนคัดเลือกตัวแสดงเด็กๆ หนูน้อยเอมม่าวัยหกขวบได้ผ่านขั้นตอนคัดเลือกเรียบร้อยแล้ว จิม เชอริแดนจึงเรียกเด็กคนต่อไป เอมม่าเลยถามเขาด้วยน้ำเสียงสุดเศร้าว่า

ลุงจิม เด็กคนนั้นจะมาอ่านบทของหนูหรือคะ

ซึ่งคำถามนี้สร้างความประทับใจให้ผู้กำกับ ที่แสดงถึงความมุ่งมั่น เอาใจใส่ของเอมม่า เขาจึงตอบเธอว่า

ไม่มีใครอ่าน บทของหนูหรอกจ๊ะ เพราะหนูได้รับเลือกแล้ว

แต่นั้นยังไม่พอ ที่สร้างความประหลาดใจให้เขา เอมม่าตอบกลับมาว่า

หนูยังมีพี่สาวอีกคนรออยู่ในรถนะ

และในที่สุดสองศรีพี่น้องก็ได้มารับบทเป็นพี่น้องกันบทจอ ใครจะไปรู้ว่าตอนนั้น ซาร่าห์ บัลเจอร์ (คริสตี้) อาจจะกำลังอธิฐานอยู่ด้วยรึเปล่าว่า

โอมเพี้ยง...เอมม่าจ๋า...ช่วยพี่ที

หนังน่ารักมากเห็นถึงควาใสซื่อของเด็กและการจินตนาการแบบเด็กในการที่คิดจะช่วยเหลือครอบครัวได้เป้นหนังดีอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่าโลกนี้มันน่าอยู่ขึ้นเยอะเลย