hero

HERO

posted on 28 Jul 2007 22:03 by gelukkig in movie

Hero เป็นเรื่องราวในสมัยช่วงก่อนที่จิ๋นซีจะขึ้นเป็นกษัตริย์ เป็นช่วงที่อ๋องจิ๋นกำลังรวบรวมแคว้นและก๊กต่างๆ ในจีนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นธรรมดาที่ต้องมีการต่อต้านจากเหล่าก๊กต่างๆ ที่ไม่อยากถูกรวมชาติ ชีวิตของท่านอ๋องจึงถูกหมายปองโดยเหล่านักฆ่าตลอดเวลา โดยนักฆ่าที่โดดเด่นฝีมือกล้าแข็งที่พอจะเอ่ยนามได้นั้นคงมี ฟ้าเวิ้ง หิมะเหิน และกระบี่หัก (จริงๆ น่าจะเป็นดาบนะ ดูจากขนาดมันแล้ว แต่คงต้องใช้กระบี่เพื่อความไพเราะของภาษา) โดยเมื่อ 3 ปีที่แล้ว หิมะเหิน และ กระบี่หัก บุกตะลุยเข้ามาในจวนอ๋อง ฆ่าทหารไปกว่า 3000 นาย และกระบี่หัก มีโอกาสที่จะฆ่าท่านอ๋องด้วยซ้ำ แต่แล้วบางอย่างก็ทำให้กระบี่หักเปลี่ยนใจ เป็นเหตุให้เกิดความบาดหมางระหว่างเขาและ หิมะเหิน สาวคนรักของเขาเอง จนวันนี้มีนักฆ่านามว่า นิรนาม ได้มาเข้าเฝ้าด้วยอ้างว่า เขาได้จัดการกับนักฆ่าลือนามทั้ง 3 เรียบร้อยแล้ว พร้อมหลักฐานคืออาวุธของแต่ละคน และเมื่อท่านอ๋องได้อนุญาตให้ นิรนาม ได้เข้ามาเสวนาด้วยในระยะห่างเพียง 10 ก้าวเท่านั้น ทั้งความจริง ความลวงทั้งหลายเกี่ยวกับ ฟ้าเวิ้ง หิมะเหิน และกระบี่หัก ก็ออกมาจากปากของ นิรนาม รวมไปถึงจากปากของอ๋องเองด้วย ทำให้อ๋องไม่เพียงรู้ว่าจุดหมายที่แท้จริงของ นิรนาม คืออะไร แต่ นิรนาม ก็ทำให้ท่านอ๋อง ได้ระลึกรู้ตัวเองเช่นกันว่าจุดหมายที่แท้จริงของตนควรดำเนินไปอย่างไร

จางอี้โหมว ดูจะทำหนังเรื่องนี้โดยเน้นหนักไปที่งานโปรดักชั่นระดับช้างแมมมอธ ใช้คนแสดงเป็นพันเป็นหมื่น เป็นการทำงานที่อลังการอย่างแท้จริง (ไม่ใช่อลังการปลอมๆ แบบหนังของประเทศทางเอเชียใต้ประเทศหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้) งานกำกับศิลป์ กำกับภาพที่ตระการตาให้สมกับเงินทุน มากกว่าที่จะเน้นเรื่องราวเหมือนในหนังเรื่องก่อนๆ ของเขา ทำให้หลายๆ คนอาจผิดหวังเพราะเนื้อเรื่องไม่แน่นพอ เพราะผกก. บีบให้ตัวหนังไปอยู่บนพื้นที่ของงานศิลป์มากกว่างานภาพยนตร์ที่ขายเนื้อเรื่อง แต่ถึงแม้เนื้อเรื่องจะด้อย แต่จางอี้โหมวก็ทดแทนด้วยการนำเสนอเรื่องราวได้ชัดแจ้งคมคาย แม้ว่าการนำเสนอแบบนี้จะทำให้หลายคนนึกไปถึงงานระดับ masterpiece เรื่อง Rashomon ของสุดยอดผกก.คุโรซาวา ก็ตามที อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะได้อิทธิพลด้านการดำเนินเรื่องมา แต่จางอี้โหมว ก็ทำให้หนังของเขาแตกต่างออกไปจากเรื่องนั้น โดยการใส่สัญลักษณ์ที่เป็นนัยยะแฝงสื่อถึงความคิด พฤติกรรมของตัวละครอยู่มากมายตลอดเรื่อง

โดยส่วนตัวแล้ว ผมค่อนข้างชอบเนื้อเรื่องของ Hero มากกว่า Crouching Tiger Hidden Dragon ด้วยที่ผมเป็นคนไม่ชอบเรื่องราวชิงรักหักสวาท รักไม่สมหวัง วัวแก่กินหญ้าอ่อน ที่มีอยู่ใน CTHD ในขณะที่ Hero เล่าเรื่องในสเกลที่กว้างกว่า ให้มองโลกในมุมมองที่กว้างออกไป หลายๆ คนติว่าตัวละครใน Hero พูดมากเกินไป แต่สำหรับผม จุดนี้นี่เองที่ผมชอบ (มาก) ในหนังเรื่องนี้ ผมเห็นว่า จางอี้โหมว แฝงภาษาสัญลักษณ์ไว้ในถ้อยคำที่พรั่งพรูออกมาจากปากตัวละครแต่ละตัว ในอักษรแต่ละคำ หรือแม้แต่ในชื่อของตัวละครแต่ละตัวได้อย่างชาญฉลาด หลายๆ ฉากที่สื่อนัยยะแฝงออกมาอย่างชัดแจ้ง ซึ่งถ้าดูแบบไม่คิดคงจะต้องว่าว่าหนังโม้เว่อร์ ทั้งฉากดวลกันระหว่าง นิรนาม กับ ฟ้าเวิ้ง โดยมีนักดนตรีแก่ตาบอดเป็นสักขีพยาน หรือฉากอาจารย์เฒ่าที่ไม่กลัวห่าลูกธนูยืนหยัดเขียนอักษรเพื่อคงวัฒนธรรมของตัวเองไว้ไม่ให้ใครหรือกองทัพที่ไหนมากลืนกิน ในขณะที่อีกหลายๆ ฉากกลับแฝงความหมายซับซ้อนหลีกเร้นชนิดที่ต้องคิดกันแล้วคิดกันอีก เช่นฉากที่ กระบี่หัก ดวลกับ นิรนาม เมื่อกระบี่หักพลาดให้หยดน้ำกระเซ็นไปถูกแก้มของร่างไร้วิญญาณของคนรัก เขาละทิ้งการประลองโดยหันกลับไปเอามือเช็ดออกทันที ความผูกพันที่แม้แต่ความตายก็พรากไปไม่ได้นี้เป็นเหตุให้ นิรนาม ถึงกับเปลี่ยนใจจากคมดาบหมายสังหารต้องละเป้าหมายเยี่ยงสุภาพบุรุษ แม้ว่าฉากแฝงนัยเหล่านี้ล้วนอยู่ใน "เรื่องโกหก" ที่ถูกแต่งแต้มขึ้นมา (ซึ่งเหมือนกับจะเป็นการบอกถึงนัยยะที่แฝงไว้อีกชั้น ถึงเรื่องรัก โลภ โกรธ หลง ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ไม่จริง) แต่องค์ประกอบเหล่านี้ ทั้งความรัก ความแค้น สุภาพบุรุษ และการให้เกียรติ ล้วนแต่เป็นเสน่ห์ที่ทำให้เราหลงใหลในเรื่องราวที่เป็นไปในยุทธภพตลอดมา

จางอี้โหมว ใช้สีอย่างจัดจ้านเพื่อแสดงถึงอารมณ์ ความรู้สึกของตัวละคร และข้อความที่ต้องการสื่อในฉากนั้นๆ ซึ่งการใช้สีที่ฉูดฉาดนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่เสื้อผ้า การแต่งหน้าของตัวละครเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสถานที่ สิ่งแวดล้อมที่อยู่ในฉากนั้นๆ ด้วย จะเห็นว่าในฉากที่ตัวละครแต่งโทนสีฟ้า น้ำในทะเลสาบจะออกโทนฟ้าทะเล ในฉากที่ตัวละครแต่งสีเขียว น้ำในสระกลับออกเป็นสีเขียวหยก และในฉากท้ายที่ตัวละครแต่งสีขาว จางอี้โหมวก็ใช้ฉากหลังเป็นทะเลทรายเวิ้งว้างสีขาวนวลตา นับเป็นการปรุงแต่งงานศิลป์แบบสุดขั้วจนโดดเด่นน่าชื่นชมไม่น้อย ผมคงไม่ทำตัวฉลาดในเรื่องในผมไม่รู้แน่นอน โดยการคิดแทนผกก. ในการจำแนกแจกแจงว่าสีไหนสื่อถึงอารมณ์อะไร คงเว้นไว้ให้เป็นเรื่องของทัศนคติของคนดูแต่ละคนดีกว่า เพราะงานศิลป์เป็นงานที่เปิดกว้างทางความคิดเสมอ

ความหมายของวีรบุรุษย่อมแตกต่างกันไปแล้วแต่มุมมอง ทัศนคติ และวิสัยทัศน์ของแต่ละคน คนโฉดชั่วในสายตาของเรา อาจเป็นวีรบุรุษในสายตาคนอื่นก็ได้ แต่น่าเศร้าที่สุดท้ายแล้ว คนเรามักจะชื่นชมใครก็ตามที่ให้ประโยชน์แก่เราและเกลียดชังคนที่ทำให้เราต้องสูญเสียอยู่เสมอ และในเมื่อการชอบหรือเกลียดใครมักจะวนเวียนอยู่รอบๆ คำว่า "ตัวเรา" ตลอดเวลา ทำให้หลายๆ ครั้งที่เราไม่ยอมมองภาพรวมของโลกของสังคมที่จะดีขึ้นแม้จะส่งผลกระทบต่อ "เรา" บ้างก็ตาม และด้วยมุมมองที่ไม่เหมือนกันนี่เองเป็นเหตุที่ทำให้ชีวิตของคนหลายๆ คนต้องวุ่นวายยุ่งเหยิงไม่มีสิ้นสุด กระบี่หัก เป็นผู้เดียวที่บรรลุถึงสัจธรรมในข้อนี้ผ่านการเขียนอักษรจีนขั้นสูงสุด เรียกว่าเขาได้สำเร็จวิชาขั้นสุดยอดที่จอมยุทธในฐานะมนุษย์ผู้หนึ่งพึงกระทำได้แล้ว และวิชาขั้นสูงสุดที่กระบี่หัก ได้รู้แจ้งนี้ ไม่ได้เป็นวิชาที่ทำให้เขาฆ่าใครได้ในพริบตา หรือปลิดหัวคนเป็นร้อยได้ในหนึ่งดาบ แต่เป็นวิชาขั้นสูงสุดในการปลดปล่อยจิตใจของตนให้นึกถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเองต่างหาก สมดังชื่อ กระบี่หัก เมื่อกระบี่คือเครื่องมือฆ่าคนและเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงอำนาจและการครอบครอง กระบี่(ที่)หัก ของเขาจึงแสดงให้เห็นถึงภาวะของเขา มุมมองของเขาต่อยุทธภพ ต่อมนุษย์ และต่อโลกทั้งใบนี้ เพราะกระบี่นั้นอยู่ที่ใจ และกระบี่หักยังบรรลุถึงความจริงที่สูงส่งกว่า นั่นคือการไม่มีทั้งกระบี่ที่มือและที่ใจ แต่อยู่ในความนึกคิด อยู่ในมโนสำนึกของตนซึ่งเปรียบได้ถึงการตัดแล้วซึ่งกิเลสส่วนตนโดยสิ้นเชิง และสละความแค้นส่วนตัว ไม่คิดถึงความแตกต่างในเชื้อชาติ หาญกล้าที่จะกระทำในสิ่งที่สวนกระแสแต่เป็นประโยชน์ต่อโลกโดยรวม ซึ่งในจุดนี้นี่เองที่ หิมะเหิน ไม่เข้าใจ เพราะเธอถูกความโกรธแค้นต่ออ๋องที่ทำให้พ่อเธอตายครอบงำจิตใจอยู่ และเมื่อเธอเพียงเริ่มได้กลิ่นของสัจธรรมแห่งความละตัวตน ทุกอย่างมันก็สายไปแล้ว ในขณะที่ นิรนาม เป็นตัวแทนของผู้ที่กำลังเลือกทางที่จะเดิน เพราะหากเขาเลือกเดินทางผิด เขาคงจะรู้ได้ภายหลังว่าสิ่งที่เขาเรียกว่าความสงบสุขนั้น แท้จริงแล้วไม่มีทางเกิดมาจากการปลิดชีวิตคนอื่นไปได้ และนับว่าสวรรค์มีตา เมื่อเขาค้นพบทางที่เขาคิดว่าถูกต้องแล้ว เขาก็ได้แสดงให้ทหารศัตรูนับหมื่นได้ประจักษ์ถึงความเป็น "วีรบุรุษ" ที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวเขา เมื่อความมืดบอดในจิตใจสลายไปแล้ว เพราะหากชีวิตเขาเพียงหนึ่งชีวิตจะทำให้ผู้มีอำนาจอย่างท่านอ๋องได้ตาสว่าง ไม่เดินในทางที่ผิด ผู้คนนับล้านจะไม่ต้องทนทุกข์กับภัยสงครามอีกต่อไป

เหลียงเฉาเหว่ย ในบท กระบี่หัก นั้น ดูเป็นธรรมชาติ และเขาแสดงสีหน้าสับสน ครุ่นคิดได้ดีมากๆ สีหน้าในตอนท้ายก่อนที่เขาประดาบกับ หิมะเหิน นั้น ดูเศร้าสร้อย เจ็บปวดระคนกันไป คุณจะรู้สึกเช่นไรหากคนที่คุณรักมากที่สุดในชีวิตกลับคลางแคลงในรัก ในความซื่อสัตย์ที่คุณเทให้กับเขา ในเมื่อ "กระบี่นั้นแทนจิตใจ" ตามความคิดของ กระบี่หัก การที่เขาไม่ปัดกระบี่ของ หิมะเหิน นั่นคือคำบอกรักคำสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาพึงทำได้แล้ว และเมื่อ หิมะเหิน ค้นพบว่าจริงๆ แล้วเป็นเธอเองต่างหากที่ปัดจิตใจของ กระบี่หัก ออกไปจากเธอตลอดเวลาเพราะความคลั่งแค้นส่วนตัว ทุกอย่างก็กลับกลายเกินกว่าที่จะแก้ไขอะไรได้ จางมั่นอวี้ กับบทหิมะเหิน เธอดูสวยจัดจ้านผิดตา และฝีมือการแสดงนั้นก็ไม่ต้องพูดถึง เธอตีบทแตกกระจุยอยู่เสมอมาอยู่แล้ว เธอสวมวิญญาณที่เย็นชาดุจหิมะเหินสมกับชื่อ แต่ภายในกลับรุ่มร้อนได้อย่างน่าทึ่ง ส่วนนักแสดงคนอื่นๆ ดูเหมือนจะเป็นส่วนเสริมที่ทำให้เรื่องหลักเข้มข้นขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะ จางจือยี่ ที่ดูเหมือนจะใส่เข้ามาเพื่อผลทางการตลาดเท่านั้นเอง

งานดนตรีประกอบที่ดูเหมือนเป็นเกาเหลาชามใหญ่ เพราะทั้ง พิณจีน ฉาบ ไวโอลิน กลอง ดูจะมีบทบาทโลดแล่นอยู่ในท่วงทำนองอย่างเต็มทีพอๆ กัน ในบางธีมที่ดนตรีหลักดูเร้าใจด้วยเสียงกลอง แต่กลับสื่อถึงอารมณ์เศร้าสร้อยด้วยเสียงพิณ ทำให้งานดนตรีหลายๆ ธีม ดูคละเคล้าแยกแยะไม่ออกเด่นชัดว่าจะสื่อถึงอารมณ์ใด ฟังดูคล้ายๆ ว่าจะเป็นงานที่ดูมั่วๆ แต่เมื่อมองย้อนมายังตัวหนังที่เนื้อความหลักเน้นไปที่ความเป็นคนและจิตใจของคน ซึ่งมีหลากหลายอารมณ์คละเคล้ากันจนแยกแยะไม่ออก นับว่างานดนตรีมีความซับซ้อนแต่สอดรับกับเนื้อหาของตัวหนังได้อย่างดี และหลายๆ ธีมในหนังหากจะฟังเอาความไพเราะเพียงอย่างเดียวก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด

Hero ก็เป็นหนังในแนวบู๊ลิ้มที่ผมเห็นว่าทำได้ดีที่สุด เข้าถึงปรัชญา จิตวิญญาณและเสน่ห์ของความเป็นหนังกำลังภายในในแนวทางของปรามาจารย์โกวเล้ง กิมย้งได้ใกล้เคียงมากที่สุด ทั้งยังสอดแทรกแนวความคิดเชิงวัฒนธรรมและศิลปะในแบบของคนเอเชียเข้าไปได้อย่างแนบเนียนแยบคายจนน่าปรบมือให้อย่างยิ่ง


edit @ 2007/07/28 22:35:02