ความสัมพันธ์

posted on 05 Sep 2007 05:22 by gelukkig in story

"โอะ ฮา โย โอะ ฮา.......โย โอะ.......ฮา.........โย"

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น

นา ก็ยื่นมือออกจากผ้าห่มมาปิดนาฬิกา แล้วมองเวลา ซึ่งนาฬิกาบอกเวลา ตี5.30 น. นาก็รีบลุกขึ้นเตรียมตัวแปรงฟันอาบน้ำ กินข้าวและไปโรงเรียนเหมือนกับเด็กนักเรียนทั่วไป

นานั้นเป็นเด็กหญิงซึ่งอยู่ในช่วงที่เข้าสู่วัยรุ่น เป็นเด็กนักเรียนม.ต้น โดยในบ้านนั้นประกอบไปด้วยพ่อของนาที่ตอนนี้เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ค่อนข้างอาการจะหนักพอสมควรโดยจะต้องฉีกอินซูลินทุกวัน และต้องฟอกไตเกือบทุกอาทิตย์ และมีอาหวังที่คอยมาดูแลพ่อของนาอยู่อีก1คน

นาอาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วเดินลงมาจากชั้น2 ก็เห็นอาหวังนั้นกำลังทำกับข้าวเตรียมไว้อยู่ ส่วนพ่อของนานั้นก็นั่งอยู่บนเตียงฟังเสียงจากทีวีเพราะว่าตานั้นพร่าจนเริ่มจะมองไม่เห็นแล้วจากโรคเบาหวาน

"อาหวังค่ะเช้านี้มีอะไรกินมั่ง"นาถาม

"อ้าวอาบน้ำแต่งตัวเรียนร้อยแล้วเหรอ วันนี้มีไข่ดาวกับขนมปังแซนวิลนะ" อาหวังบอก

"งั้นเดี๋ยวหนูไปฉีดยาให้พ่อก่อนนะ" นาพูด

"พ่อคะเดี๋ยวหนูจะฉีดยาให้นะ" นาเดินไปบอกพ่อ

พ่อก็ลุกขึ้นมานั่งให้ลูกสาวฉีดยาให้ พอเสร็จแล้วนาก็รีบไปกินข้าว แล้วก็ไหว้พ่อแล้วก็รีบไปโรงเรียน

........

...............

........................

หลังเลิกเรียน ตอนเวลา17.00 น.

นากำลังเก็บของเตรียมตัวกับบ้านอยู่นั้น ก็มีเสียงใครบางคน เรียกขึ้น

"นาวันนี้รีบไปไหนหรือเปล่า" ใครบางคนพูดขึ้นมา

นาก็หันกลับก็เจอกับนุก เพื่อนสนิทของนานั้นเอง

"ก็ไม่ได้รีบไปไหนหรอกไมเหรอเพื่อน" นาตอบไป

"ไปเล่นเกมกัน ตอนนี้มีเกมมาใหม่ดูน่าเล่นดี เกมออดิชั่นรู้จักเปล่า"นุกพูด

"ไม่รู้จัก เกมแนวไหนเหรอ" นาถาม

"เกมเต้นอะ แข่งเต้นกันลองไปเล่นดูไหม ร้านเน็ทแถวโรงเรียนก็ได้"

นุกตอบ

"ไปสิ ไปเดี๋ยวเก็บของก่อน"นาตอบ

.........

..................

.........................

ร้านเกมแห่งหนึ่ง แถวโรงเรียน

นากับนุก ก็ได้มาเล่นเกมออดิชั่นกัน แล้วพวกเธอ2คนก็ได้ ใช้เวลาเพียงแค่2-3วันติดที่มาเล่นเกม ก็ได้เข้าไปอยู่ในสังคมไซเบอร์ สังคมที่มีผู้คนมากมายที่ไม่เคยเห็นหน้ากัน แต่ได้มาทำความรู้จัก กลิ่นของสังคมนี้มันทำให้พวกเธอ2คนนั้นเริ่มที่จะติดเกมอย่างงอมแงมแล้วก็ยังมีกลุ่มในสังคมโลกไซเบอร์อีก ที่จะต้องเข้ามาเจอเพื่อนๆทุกวันและใช้เวลาในการอยู่นานขึ้น

..............

....................

.............................

หลายวันต่อมาในช่วงค่ำ นาก็เดินเข้าบ้านมาพร้อมตะโกนว่ากลับมาแล้วค่ะ

"ทำไมเดี๋ยวนี้กลับมาดึกนักล่ะนี่จะ3ทุ่มแล้วนะ"พ่อก็เลยหันไปถามว่า

"หนูไปนั่งเล่นเกมกับเพื่อนมาค่ะ"นาตอบไป

"ลูกนะเล่นเกมนะเล่นได้แต่ให้กลับมาเร็วกว่านี้ไม่ได้เหรอ" พ่อบอก

"จริงๆแล้วไม่ต้องเล่นเกมอะไรไร้สาระก็ได้เปลืองเงินเปล่า" อาหวังพูดแทรกขึ้นมา

"..............."นาเงียบไป

"ส่งให้ไปเรียน ไม่ได้ส่งให้ไปเล่น ทำตัวไร้สาระมาก"อาหวังต่อว่าต่อ

" หนูก็โตพอที่จะตัดสินใจอะไรได้แล้ว หนูก็ต้องมีโลกส่วนตัวของหนูมั่ง มีเพื่อนของหนูมั่ง อย่ามายุ่งกับชีวิตของหนูได้ไหม" นาพูดไปพร้อมน้ำตาซึมแล้ววิ่งขึ้นไปบนห้อง

หลังจากนั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนไปในบ้านหลังนี้ ตอนเช้านาก็ลงมาแล้วไม่กินข้าวเช้าแต่มาฉีกอินซูลินให้พ่อก่อนออกจากบ้านแล้วนาก็กลับบ้านดึกขึ้น จาก3ทุ่ม กลายเป็น4ทุ่ม จนบางครั้งเที่ยงคืนก็มี แต่พ่อก็ไม่กล้าว่าอะไรลูกเพราะว่ารักลูกกลัวลูกงอนแล้วโกรธพ่อไม่ยอมคุยอีก ส่วนอาหวังก็คงได้แต่บ่นซึ่งนาก็ไม่ได้สนใจฟังอยู่แล้ว

..............

......................

...............................

หลายเดือนต่อมา ในร้านเกมที่นากับนุกมาเล่นเป็นประจำ เสียงเพลงก็ดังขึ้น "อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน........"เป็นเสียงมือถือของนานั้นเองดังขึ้น เบอร์ที่โทรมาเป็นเบอร์ของอาหวัง นาก็ไม่สนใจรับสายพร้อมทั้งปิดเสียง แต่อาพัดก็โทรหาอีกหลายครั้ง จนนารับสาย

"มีอะไรโทรมาอยู่นั้นแหละคนกำลังเล่นเกมอยู่"นาพูดตะโกนเข้าไปในสาย

"พ่อนาแย่แล้วตอนนี้พาเข้าโรงบาลแล้วน้ำตาลขึ้นสูง"

อาหวังบอกนาด้วยเสียงสั่นไหว

".........."

นาเงียบไปพร้อมทั้งดึงตัวเองกลับมาสู่โลกความเป็นจริงอีกครั้ง

"นารีบมาโรงพยาบาลด่วนนะ" อาหวังบอก

นาก็รีบเลิกเล่นเกมแล้วรีบไปหาพ่อที่โรงพยาบาล

..........

....................

..............................

โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองศิวิไลซ์

นาได้มาถึงโรงพยาบาลแล้ว แต่ระหว่างทางที่มานั้น ในจิตใจนาเริ่มสับสนมึนงงไปหมดเกี่ยวกับเรื่องที่พ่อเข้าโรงพยาบาล นาได้ยืนอยู่หน้าห้องของพ่อแล้ว เปิดประตูเข้าไปก็พบกับอาพัดและอาโชคอยู่ในห้องผู้ป่วยของพ่อ โดยที่พ่อนอนอยู่บนเตียงหลับอยู่

อาโชคนั้นอาที่มีบ้านอยู่ใกล้ๆกับครอบครัวของนา

"สวัสดีค่ะอาหวัง อาโชค" นาพูด

"ไหว้พระเถอะลูก" อาโชคบอกพร้อมทั้งเรียกนาออกไปนอกห้อง

"อาการพ่อเป็นไงบ้างค่ะอา"

นาถามตอบที่เดินออกนอกห้องพอดี

"อาการไม่ค่อยดีนะ ตอนนี้ไม่รู้สึกตัวเลย อาจจะเป็นเพราะว่าแผลที่ขาขวานั้นเริ่มเน่าแล้ว นี่หมอก็เสนอมาให้ตัดขาทิ้งก็มีโอกาสที่จะยืดชีวิตได้อีก"

อาโชคบอก

"งั้นก็ตัดขาสิค่ะพ่อจะได้อยู่ได้อีก" นาพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นไหว

"ตอนนี้พวกญาติๆคุยกันอยู่ว่าจะเอายังไงนะเพราะว่าบางคนก็ไม่อยากให้พ่อหนูต้องทรมานนะ" อาโชคบอก

"ทำไมล่ะค่ะ พ่อหนูยังมีโอกาสที่จะรอดอยู่นะค่ะทำไมถึงต้องตัดสินใจไม่ยื้อชีวิตไว้ค่ะ" นาเริ่มที่จะร้องไห้ไปพูดไป

"จริงๆแล้วเรื่องนี้ต้องถามเจ้าตัวว่าจะตัดหรือเปล่าแต่ว่าตอนนี้พ่อของหนูยังไม่มีแรงที่จะพูดและรู้สึกตัวเท่าไหร่เลย น้ำตาลขึ้นไปต้อง400นะ"

อาโชคบอก

".............."

นาเงียบไปแต่น้ำตาก็ไม่เงียบตามน้ำตาเริ่มไหลรินเรื่อยๆ

"นี่อาหวังเค้าก็ไม่อยากให้พ่อทรมานไปมากกว่านี้นะก็เลยคิดว่าไม่อยากจะให้ตัดขา" อาโชคบอก

"............."

มีแต่เสียงร้องไห้แต่ไม่ได้ยินคำพูดอะไรจากนาอีกเลย

"ไปเราเข้าห้องไปเยี่ยมพ่อหนูกันเถอะ" อาโชคบอก

อาโชคกับนาเดินเข้าไปนั่งอยู่ในห้องผู้ป่วยอีกครั้ง

พอตอนใกล้กลับบ้านนั้นนาได้เดินไปหาพ่อใกล้ แล้วกระซิบข้างหูว่าหนูรักพ่อนะ อย่าเพิ่งจากหนูไปเร็วนะอยู่กับหนูก่อน แล้วหลังจากนั้นนาก็มาบอกว่ารักพ่อทุกๆวันเลยนับจากนั้นมา

..........

..................

.........................

วันต่อมาในตอนเย็น หลังกลับมาจากเยี่ยมพ่อแล้ว อาหวังกับนาก็ได้คุยกันที่บ้าน

"นี่นาอานะเตรียมเสื้อขาวให้แล้วนะ" อาหวังพูด

"ทำไมอาหวังพูดอย่างนี้ล่ะ พ่อหนูยังไม่เสียสักหน่อย"

นาพูดตอบไปด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว

"นาปลงเถอะ เพราะว่าคุยกับญาติคนอื่นแล้วยังไงก็ไม่ตัดขาพ่อหนู พ่หนูน่าจะไปสบายกว่า" อาหวังพูด

"................."

นาไม่พูดอะไรแล้วเดินขึ้นไปเก็บตัวในห้อง

..............

.....................

.........................

วันต่อมาตอนเย็นหลังเลิกเรียนนา ได้มาโรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมพ่อตามปกติ ระหว่างที่ขึ้นลิฟท์แล้วกำลังออกจากลิฟท์นั้นได้เดินชนกับชายหนุ่มคนหนึ่ง

"ขอโทษค่ะ" นาพูด

ชายหนุ่มก็ยิ้มให้แล้วเดินเข้าลิฟท์ ก่อนที่จะพูดคำว่า

"ไม่ต้องห่วงหรอกเดี๋ยวพ่ออาการจะดีขึ้นเอง"

"อะไรนะค่ะ"

นาถามด้วยความมึนงงว่ารู้ได้ไง หรือว่าฟังผิดไป

แต่ไม่ทันได้คำตอบอะไรจากชายหนุ่มนั้นลิฟท์ก็ปิดไปเสียแล้ว นาก็มาเยี่ยมพ่อเหมือนทุกๆวัน จะมานั่งคุยกับพ่อเล่าเรื่องที่โรงเรียนให้ฟัง เล่าเรื่องเพื่อน เล่าเรื่องที่ไปพบมา จนถึงเวลาที่จะต้องกลับบ้านแล้ว นาก็จะยื่นหน้าไปกระซิบที่ข้างหูว่า

"หนูรักพ่อนะค่ะ แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้หนูจะมาหาใหม่นะค่ะ"

ระหว่างที่นาหันหลังไปนั้นเสียงพ่อของนาก็พูดขึ้นมาว่า

"พ่อก็รักหนูเหมือนกันนะ"

พอนาได้ยินเสียงอันแฝ่วเบาของพ่อ นาก็หันกลับไปกอดพ่อพร้อมทั้งน้ำตาแห่งความดีใจก็เริ่มไหลรินแล้วก็พูดย้ำว่า

"หนูรักพ่อนะ อย่าจากหนูไปไหน หนูจะทำตัวดีๆแล้ว พ่ออยู่เพื่อหนูนะ"

พ่อก็ไม่ได้พูดอะไรต่อได้แต่พยักหน้า มองลูกสาวด้วยสายตาแห่งความเอ็นดูและรักใคร่ ดั่งยังกับแก้วตาดวงใจ

นาเริ่มได้สติหลังจากความยินดีปีดากลับมาแล้วก็รีบไปเรียกหมอมาดูอาการเพราะว่าตอนนี้พ่อตื่นมาแล้ว มีสติแล้วสามารถพูดได้แล้ว

..............

.....................

..............................

วันต่อมา อาหวัง อาโชค และนากำลังเตรียมตัวไปโรงพยาบาลแต่เช้า

"นี่พ่อของนาจะดีขึ้นมาจริงเหรอ เดี๋ยวก็ทรุดลงไปอีกปล่อยให้เค้าไปเถอะอย่าให้เค้าทรมานเลย" อาหวังพูด

"ทำไมพูดแบบนั้นล่ะอาหวัง พ่อดีขึ้นแล้วยังจะไปแช่พ่อหนูอีก"

นาพูดด้วยอารมณ์ที่ไม่พอใจ

"เรื่องจะตัดขาไม่ตัดขานั้นมันอยู่ที่พ่อหนูแล้วแหละ ชีวิตเค้านะ ถ้าหนูมีกำลังใจให้เค้านะ เค้าก็อยากจะอยู่กับหนูแหละ เพราะว่าที่เค้ายังเป็นห่วงอยู่ตอนนี้ก็คือหนูนะ" อาโชคพูด

............

..................

...........................

ในโรงพยาบาล ทั้งสามคนก็มาถึงห้องของผู้ป่วยแล้ว อาโชคก็ได้คุยกับหมอและกับพ่อของนาแล้ว ว่าการตัดขาครั้งนี้ไม่สามารถบอกได้ว่าจะอยู่ได้อีกถึงเมื่อไหร่ แต่ถ้าดูแลดีๆก็จะอยู่ได้นานขึ้น

ทางพ่อของนาก็ยอมรับกับการตัดขาแล้ว เพื่อหวังที่จะมีชีวิตต่อเพื่อที่จะอยู่กับลูกสาวให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้

ส่วนทางอาหวังนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรมากแต่ไม่รู้ว่าในใจเค้าคิดอะไรนอกจากพระเจ้าเท่านั้นที่รู้

ในใจนานั้นดีใจมากที่พ่อของตัวเองจะอยู่ได้นานขึ้นกว่าเดิม เค้ายังมีเวลาที่จะดูแลและทดแทนบุญคุณพ่อได้แม้กระทั่งวินาทีหนึ่งก็ยังดี

............

...................

........................

3วันต่อมา พ่อของนาก็ได้เข้าห้องผ่าตัดขาแล้ว ในใจของนานั้นคิดว่าชีวิตของพ่อนาไม่รู้ว่าจะอยู่ได้อีกยาวเท่าไหร่แต่มีสิ่งหนึ่งที่รับรู้ได้คือมีได้โอกาสที่จะบอกรักพ่อได้เพิ่มขึ้นและมีโอกาสที่จะทดแทนบุญคุณท่านได้ มีโอกาสที่จะเก็บความทรงจำดีๆกับพ่อไว้ในใจได้เพิ่มขึ้น และ.................

ในขณะเดียวกัน บนดาดฟ้าของโรงพยาบาล ชายหนุ่มลึกลับนั้นได้นั่งอยู่ แล้วค่อยๆลอยตัวขึ้นเปลี่ยนเป็นยมทูต ในใจคิดมนุษย์นี่ก็แปลกนะ ความเป็นความตายของแต่ละคนนั้น สามารถสร้างความผูนพันขึ้นในใจของบางคน แต่บางคนกับโลภมากในความตายของคนอื่น

............................................................................

"โยะโนะนะขะนิ ซารานุ วากาเระ โนะ นะขุโมะงะนะ"

แปลว่า

"ถ้าหากโลกนี้ไม่มีการตายจากกันซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ก็คงจะดี"

จบแล้วครับงงกันไหมนี่ เรื่องนี้ผมแต่งให้กับพ่อของน้องคนหนึ่งที่เป็นเบาหวานนะครับ ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาลครับ เร็วนี้ๆกำลังจะตัดขาออกครับ ขอให้พ่อของน้องอยู่กับน้องไปนานๆๆตราบเท่าที่จะนานได้นะครับ และขอให้พ่อน้องแข็งแรงขึ้นด้วยนะครับ และขอให้น้องเข้มแข็งไว้นะทุกปัญหานั้นย่อมมีทางออกและแล้วสิ่งนั้นก็จะผ่านพ้นไปครับ

เอาเรื่องในเรื่องสั้นก่อนดีกว่าครับ ผมว่าความเป็นความตายของแต่ละคนนั้นมันมีความหมายต่อผู้คนนะครับ อย่างในเรื่องสั้นนี้ความเป็นความตายของพ่อนานั้นมีความหมายต่อนาในความที่ผูกพันมากๆๆเหมือนกับอาโชคครับที่เค้าก็ยังผูกพันอยู่แต่อยากให้ยื้อไว้นะครับโดยให้ยมทูตนั้นให้โอกาสต่อชีวิตให้อีกครั้งจากคำภาวนาของลูกสาวนะครับ

แต่ส่วนกับอาหวังนั้นเค้านั้นคิดว่าถ้าพ่อนาเสียไปนั้นตัวเค้าเองมีสิทธ์ที่จะได้ดูแลน่องนาและสามารถใช้เงินของพ่อนาได้อะครับ ผมไม่สามารถเอาประเด็นนี้ไปลงในเรื่องสั้นได้ก็เพราะว่าในชีวิตจริงนั้นเค้าคงไม่แสดงตนออกมาได้ชัดหรอกครับมันต้องรักษาหน้าตาตัวเองไว้บางอะครับ แต่ผมพยายามจะแสดงคำพูดของอาหวังไว้ให้ดูเหมือนขัดแย้งตลอดเวลา เหมือนจะแช่ให้ตายเร็วๆๆไงครับแล้วให้ตัวยมทูตเองเป็นคนพูดประโยคทิ้งท้ายไว้นะครับพยายามจะให้คนอ่านเข้าใจอะ

อิอิแต่ในชีวิตจริงน้องเค้าไม่ได้รุนแรงแบบในเรื่องสั้นนะครับบอกไว้ก่อนอะ ผมจะต้องแต่งให้มันมีข้อเปรียบเทียบเล็กๆๆนะครับ

เอาชื่อคนดีกว่าเดี๋ยวนี้เวลาคิดชื่อคนแล้วสนุกครับ

น้องนา มาจาคำว่าภาวนาครับ ภาวนาให้คนที่รักและมีพระคุณอยู่กับนาให้นานที่สุดถึงแม้บางช่วงน้องจะหลงไปบ้างแต่ก็ยังกลับมาเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิตและขอภาวนาในสิ่งที่ถูกครับ

อาหวัง มาจากคำว่า หวังสมบัติของคนอื่น หวังสมบัติในความตายของผู้อื่นแม้กระทั้งความตายของญาติตัวเอง สมบัติแบบนี้ไม่มีความสุขหรอกครับ

อาโชค มาจากคำว่า โชคดีที่มีอาอยู่ถ้าไม่มีอยู่พ่อของนาคงไปแล้วครับ มาคอยถ่วงประเด็นของอาหวังไว้

นุกมาจากคำว่า สนุกครับ สนุกกับความฝันจนลืมความจริงอะไรบางอย่างไป

ยมทูต ก็คือผู้ที่ให้ทั้งความเป็นหรือความตายได้ครับ


edit @ 2007/09/05 18:42:29


edit @ 2007/09/05 18:46:27

Comment

Comment:

Tweet

เก่งมากกกก ขอปรบมือให้ แต่งได้เร็วมากกก ตอนแรกเราคิดว่า หนุ่มในลิฟท์ คือคนเขียนเรื่องเองซะอีก 5555
นางเอก ชื่อ นา มาจากเพลงของพี่เบิร์ดรึป่าว... อยากบอกว่า...นานา....
อ่านแล้วรู้สึกหวิวๆ เพราะ แม่เราก้อเป็นเบาหวาน แต่กินยาทุกวันไม่ถึงขั้นฉีดอินซูลินอ่ะ
อ้อ เมื่อหัวค่ำ แม่เราเพิ่งบอกว่า คนที่ฆ่าตัวตายจะกลายเป็นยมทูต แล้วไม่ได้ไปเกิดใหม่อ่ะ เคยได้ยินมะ

#4 By สหาย (125.24.23.90) on 2007-09-05 22:49

ทุกเรื่อง ชื่อมีความหมายหมดเลยอ่ะ น่าสนใจนะเนี่ย

เป็นเหมือนเรื่องให้กำลังใจ เพื่อต่อสู้ต่อร้ายจริงๆ

#3 By Crozzax on 2007-09-05 19:56

เข้ามาขอบคุณสำหรับกำลังใจดีๆนะค่ะ

#2 By ~eVe~ on 2007-09-05 14:22

อืม ปาติหานมีจริง อิอิ




แล้วมันเกี่ยวอะไรกับออดิชั่นน้า...
แต่เราก็ติดออดิชั่นเหมือนกัน