รถไฟแห่งความเหงา

posted on 25 Aug 2007 03:41 by gelukkig in story

ในค่ำคืนหนึ่งในปีพศ.2650 ณ.ชานชาลาแห่งหนึ่งในทวีปเอเชีย มีรถไฟขบวนพิเศษ เป็นขบวนรถไฟที่คนกล่าวขวัญถึงมากว่า เป็นขบวนรถไฟที่มีแต่ขาไปเท่านั้นไปยังณ.จุดหมายที่ไม่รู้ว่าเป็นที่ไหนในโลกนี้ แต่บางคนบอกว่าณ.จุดหมายของรถไฟขบวนนี้อาจจะเป็นสวรรค์ แต่บางคนบอกว่าอาจจะเป็นนรกก็ได้ แต่บางคนก็บอกว่ารถไฟขบวนนี้ไม่มีที่สิ้นสุดไม่มีจุดหมาย ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เพราะว่าคนที่ขึ้นรถไฟขบวนนั้นแล้วไม่เคยมีใครกับมาเล่าให้ฟังสักคนว่าที่จุดหมายปลายทางนั้นมีอะไรอยู่รถไฟขบวนนี้ขากลับก็ตีรถเปล่ากลับมาตลอด

ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนมองขบวนรถไฟขบวนนี้จอดอยู่ที่ชานชาลา มองด้วยสายตาอันเศร้าสร้อยพร้อมค่อยๆเดินไปยังตู้รถไฟท้ายขบวนเพื่อที่จะขึ้นรถไฟขบวนนี้ไปพิสูจน์ด้วยตาว่าณ.จุดหมายปลายทางของขบวนนี้ใช่จุดหมายที่ตัวเค้าหาอยู่หรือเปล่า

ในรถไฟขบวนนี้เราสามารถจะนั่งพักที่ไหนก็ได้ในรถไฟขบวนนี้แต่ "ตรงส่วน1224-1225 นั้นอุณหภูมิจะต่ำกว่าปกติ" และผู้โดยสารในตู้นั้นก็จำเป็นต้องกอดกันแน่ๆๆ

ชายหนุ่มก็เดินข้ามระหว่างตู้รถไฟในใจก็คิดอยากรู้ว่ารถไฟนั้นจุดสิ้นสุดที่หัวขบวนนั้นจะเดินไกลถึงเพียงไหน แต่ยิ่งเดินก็ยิ่งรู้สึกถึงความไม่มีที่สิ้นสุดของรถไฟขบวนนี้เลยจนชายหนุ่มเหนื่อยหมดแรงแล้วเราก็นั่งลงตรงตู้ที่ชายคนนี้พักพึงพิงเท่านั้น นั้นก็คือจุดสิ้นสุดในสายตาของเค้าที่มองรถไฟขบวนนี้ณ.ตอนนี้หรืออาจจะตลอดไป

ในตู้รถไฟที่ชายหนุ่มนั่งนั้น เป็นตู้รถไฟธรรมดาแล้วในตู้นั้นมีเค้าอยู่เพียงคนเดียวอยู่ในตู้นั้นไม่มีใครอื่นอีกเลย รถไฟขบวนนี้มีเพื่อนร่วมเดินทางกับเค้าน้อยเหลือเกิน จนเค้ารู้สึกว่าบางทีตัวเค้าเองอาจจะเป็นมนุษย์คนเดียวในรถไฟขบวนนี้เลยก็ได้นอกนั้นคงเป็นแค่หุ่นแอนดรอย์ที่คอยทำหน้าที่ในรถไฟขบวนนี้เท่านั้น ชายหนุ่มนั่งมองออกหน้าต่างด้วยความรู้สึกถึงความโดดเดี่ยวพร้อมด้วยรถไฟขบวนนี้ค่อยๆขยับออกจากชานชาลาเพื่อไปสู่ปลายทางที่ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนในโลก

ชายหนุ่มมองวิวจากหน้าต่างที่รถไฟกำลังเคลื่อนขบวนอยู่ ในใจก็นึกถึงอดีตของเค้าที่ผ่านมา ตัวเค้าเองเลือกที่จะปฏิเสธคำปฏิเสธภายในใจของเค้าปฏิเสธที่ว่าตัวเค้านั้นเจ็บเพราะความรักที่ไม่สมหวัง เค้าแค่คิดว่า "ในชีวิตนี้ผมจะรักผู้หญิงอีกหลายคนยังไม่ตายก็ยังไม่รู้หรอกว่าจะรักใครมากที่สุด" ตัวเค้าเองก็คิดว่าความรักครั้งก่อนนั้นตัวเค้าเองก็ไม่ได้รักผู้หญิงคนนี้มากที่สุดหรอก แล้วสายตาเค้าก็บังเอิญมองข้ามไปยังตู้ข้างหน้าซึ่งเป็นบาร์ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ที่นั้น

ชายหนุ่มคนนั้นก็ลุกออกจากที่นั่งแล้วเดินข้ามตู้ไปยังที่บาร์ แล้วก็เห็นผู้หญิงคนนั้นนั่งอยู่หลังบาร์ เธอเป็นหุ่นแอนดรอย์รุ่นโบราณ ชายหนุ่มได้สั่งกับหุ่นแอนดรอย์ที่เป็นบาร์เทอเดอร์อีกตัวซึ่งคอยดูแลในการทำคอนเทลให้คนดื่ม เกือบตลอดเวลาชายหนุ่มก็นั่งอยู่ในบาร์ คอยมองหุ่นแอนดรอย์สาวว่าทำงานอะไรบ้างดูบุคคลิกท่าทางของเธอ ผู้โดยสารหลายคนในรถไฟขบวนนี้ที่มานั่งในบาร์ก็คอยบอกชายหนุ่มว่าอย่าไปหลงรักหุ่นยนต์เชียวนะ เพราะเธอเป็นหุ่นยนต์และเธอตอบสนองช้า

จนหลายวันผ่านไป ในที่สุดชายหนุ่มก็ตัดสินใจบอกรักหุ่นแอนดรอย์สาว แล้วก็เค้าพูดว่า "หนีไปกับผมเถอะ" แต่แล้วเธอกลับไม่มีคำพูดใดๆตอบกลับมา หลังเฝ้ารอคอยในห้วงแห่งความเงียบงัน เขาจึงตัดสินใจที่จะจากโลกนั้นไปแต่เพียงผู้เดียว....

หลายสิบชั่วโมงหลังจากนั้น หุ่นแอนดรอย์สาวนั้นก็ร้องไห้ บางทีในตอนนี้ในสมองกลของเธออาจจะมีคำตอบให้แก่เค้าก็ได้ แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้นเสียแล้ว.......

ชายหนุ่มคนนั้นหลังจากที่ออกจากบาร์นั้นไปแล้ว ชายหนุ่มก็เดินผ่านไปอีกหลายตู้จนเค้าเองรู้สึกว่าณ.ตรงนี้คงหนีจากความจริงจากเหตุการณ์ที่เกิดพอแล้วเค้าก็ลงนั่งที่ตู้นี้พร้อมความเหงาอีกครั้ง แล้วรถไฟก็ยังแล่นต่อไปยังจุดหมายที่ยังไม่มีทางจะสิ้นสุด....................................................

______________________________________________

จบแล้วครับ ผมเอาแนวมาจากของหว่องกาไวมานะครับ ไม่รู้จะชอบเปล่าอะ หยิบมุขเค้ามาเหมือนกันครับ

ตรงส่วน1224-1225 นั้นอุณหภูมิจะต่ำกว่าปกติ เหตุผลที่ตรงนั้นคนจะกอดกันและอุณหภูมิต่ำเพราะว่า มันเป็นช่วงคริสต์มาสอีฟ กับคริสต์มาสไงครับ เดือน12 วันที่24 และเดือน12 วันที่25

อย่างเรื่องชายหนุ่มหลงรักแอนดรอย์นั้น ผมคิดว่าเวลาที่คนเรารักใครสักคนหนึ่งนะครับแต่อีกคนหนึ่งไม่รับรักตอบ เราพยายามแค่ไหนเค้าก็ไม่สนใจมันก็เหมือนหุ่นแอนดรอย์ในเรื่องนี้นะครับ ดูเหมือนไม่มีหัวใจ แต่พอเวลาผ่านไปแล้ว เราเริ่มที่จะตัดใจจากเค้าหรือว่าเริ่มที่จะหมดรักในตัวเค้าแล้ว แต่ดอกรักเค้าก็เพิ่งเริ่มจะผลิบานนะครับ บางทีแล้วมันคงสายไปแล้วครับที่มันจะกลับมารักกันได้ครับ เหมือนประโยคที่ว่า "ความรักคนละช่วงเวลานั้นมันทรมาณนะครับ" อีกประโยคนะครับ"The reason she didn't answer is not simply that the reactions were delayed, it is simply that she didn't love me... แปลว่า ความรักเป็นเรื่องของจังหวะเวลา จึงไร้ประโยชน์หากเราเจอคนที่ใช่เร็วหรือช้าเกินไป"

ส่วนรถไฟขบวนนี้มันเปรียบเหมือนชีวิตของแต่ละคนครับ เราไม่เห็นจุดหมายปลายทางของขบวนหรอกครับ นอกจากเราจะตายไปอะ และเราก็ไม่รู้หรอกว่ามีใครขึ้นขบวนรถไฟขบวนนี้หรือเปล่าหรือว่าบางทีเราก็เจอเค้าในขบวนนี้แต่พอเราตามหาเค้าเรากับไม่เจอเค้าแล้วอะเพราะว่าตู้ในรถไฟขบวนนี้มันมองไม่เห็นหัวขบวนครับ

Google

Comment

Comment:

Tweet

โย่ววววววววววววววววววว...........
ก้ไช้ได้อะนะ เก่งๆ

#5 By อีฟ (58.136.184.212 /192.168.1.101) on 2007-08-27 20:20

..โดน..อีกแล้วคร่ะ..
ตอนนี้กำลังเผชิญอยู่เลยรู้สึกว่ากำลังอยู่บนรถไฟขบวนนี้ง่ะ....

แต่บนรถไฟขบวนนี้ของเรา..มันเด่นชัดเลยในความรู้สึกว่ามีใครบางคนแว๊ปมาอยู่เรื่อย..มาให้เห็นให้รู้สึก..แล้วเขาก็หายไป..แต่ไม่เคยหายไปไหนไกลเลย..เพราะเขาคนนั้นก็ยังอยู่ในความรู้สึก..อยู่ในความทรงจำ..ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน..
เขาคนนั้นก็ยังชัดเจนในความรู้สึกของเรา......

สองประโยคที่ได้ใจ..งิงิ..เจ็บปวดทุกเวลาที่ความเหงามาเยือน..ง่าส์....
ความรักเป็นเรื่องของหัวใจ..ถ้าใจมันบอกใช่ให้ตายยังไงมันก็ใช่..และให้ตายยังไงมันก็ไม่ลืมสักกะที...

#4 By NuRsEKinGDoM on 2007-08-26 18:07

เขียนได้ดีจัง เปรียบทางของรถเป็นการเวลาและการเดินทางได้ดีจริงๆ


ชอบประโยคหลัง ทั้ง 2 ประโยคเลยล่ะ

#3 By Crozzax on 2007-08-26 10:22

อ่านแล้วชอบนะ คิดได้ไง 1224-1225 เข้าใจคิดเนอะ

....ทุกคนที่อกหัก มักจะพูดว่า จะไม่รักใครอีกแล้ว ...เหมือนคนเลี้ยงหมา แล้วพอหมาตายไป แล้วคิดว่า จะไม่เลี้ยงอีกแล้ว เพราะไม่อยากเสียใจอีก ...แต่เราคิดว่า น่าจะคิดว่า อย่างน้อยเขาและเราก็มีความสุขกันในช่วงเวลาหนึ่ง แค่นั้นก็น่าจะเพียงพอ ที่จะเป็นเหตุผลที่ทุกคนจะมีการเริ่มต้นใหม่เสมอนะ....
....อิอิ... แกมาทำอะไรเอาตอนนี้.... ได้ยินทีวีพูดพอดีเลยอ่ะ เหมือน ที่ กว่าหุ่นยนต์สาวจะตอบชายหนุ่มคนนั้นบนรถไฟ แต่ถ้าชายหนุ่มมีความอดทนอีกสักหน่อย ก็จะได้ยินคำตอบนั้น ...หรือว่า....รักเธอเริ่มจาก 100 นานๆไปยิ่งน้อยลง ...แต่รักของฉันเป็น 100 เมื่อรักเธอเหลือ 0 .... (มั่วเล็กน้อย จำเนื้อไม่ค่อยได้อ่ะ)

#2 By สหาย (125.24.8.194) on 2007-08-25 21:55

รถไฟขบวนสุดท้ายของเรา แล่นผ่านไปแล้ว ขึ้นไม่ทันค่ะ

#1 By on 2007-08-25 09:54