สุดเวหากับแค่คืบ

posted on 24 Aug 2007 08:01 by gelukkig in story

คอลัมน์ คุยกับประภาส
โดย ประภาส ชลศรานนท์
สุดเวหากับแค่คืบเป็นเพื่อนนักเรียนในโรงเรียนสอนศิลปะแห่งหนึ่ง ทั้งสองได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมชั้นเรียนว่าเป็นยอดฝีมืออย่างแท้จริง และหากต้องจัดลำดับฝีมือว่าใครเป็นที่หนึ่ง เพื่อนๆ ทั้งห้องก็คงไม่อาจตัดสินชี้ขาดได้ เพราะแม้แต่อาจารย์หลายๆ ท่านก็ออกท่าทางลังเลเมื่อมีคนไปถามว่า ระหว่างสุดเวหากับแค่คืบ ใครคือคนที่เหนือกว่า ภาพวาดของทั้งสองนั้น อาจารย์ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเหมือนมีเทพยดาที่เหาะลงมาจากสรวงสวรรค์แล้วจับมือทั้งสองวาด เพราะไม่ว่าจะเป็นรูปอะไร ทั้งสุดเวหาและแค่คืบก็รังสรรค์ออกได้งดงามเหมือนจริง ให้วาดดอกไม้ ก็วาดเหมือนเสียจนอยากจะก้มลงไปดมกลิ่นเดี๋ยวนั้น ให้วาดหญิงงาม ก็วาดได้อ่อนช้อยเสียจนอยากให้เธอร่ายรำออกมาจากภาพ ให้วาดชายหนุ่ม ก็วาดได้หมดจดจนผู้หญิงที่มายืนดูภาพ ต้องสะเทิ้นอายเป็นพัลวัน แต่แม้จะมีฝีมือเทียบเทียมกัน ทั้งสองกลับมีบุคลิกนิสัยต่างกัน สุดเวหาเป็นคนจริงจังมุ่งมั่น หากตั้งใจจะทำอะไรก็มักจะทำให้ถึงที่สุด ต่อให้ต้องทุ่มเททุกอย่างที่มีอยู่ในชีวิตเขาก็จะทำ ที่สำคัญเขาเป็นคนไม่ยอมคน ตลอดชีวิตเขาปรารถนาการเป็นที่หนึ่งเพียงอย่างเดียว ตลอดสี่ปีที่เขาเรียนอยู่ที่นี่ ยามใดที่ถูกอาจารย์ตำหนิผลงาน เขาจะปิดประตูขังตัวเองอยู่ในห้องเพื่อแก้ไขงานอย่างไม่คิดชีวิต จนกว่าอาจารย์จะยอมรับผลงานเขา ดังนั้น การมีเพื่อนร่วมชั้นที่ฝีมือทัดเทียมกันอยู่อีกหนึ่งคน จึงเป็นเหมือนหินก้อนเล็กๆ ที่กลิ้งเกะกะอยู่ในรองเท้าตลอดเวลา นึกขึ้นมาทีไรสุดเวหาก็รู้สึกขวางจิตขวางใจตัวเอง แค่คืบ เป็นคนที่ต่างกับสุดเวหาอย่างชนิดที่เรียกว่าคนละขั้ว เขาเป็นคนพูดน้อยและก็มีรอยยิ้มที่พิมพ์อยู่บนหน้าเป็นนิตย์ เวลาทำงานก็จะทำงานไปด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย เหมือนกับว่างานเป็นอิริยาบถหนึ่งของการดำรงชีวิต ไม่ต่างอะไรกับการกิน การนอน หรือการหายใจ แต่ถึงกระนั้นแค่คืบก็ทำงานด้านศิลปะอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งผิดกับสุดเวหาที่มักจะมุมานะทำงานหนักเป็นช่วงๆ หยุดเป็นช่วงๆ ครั้งหนึ่งสุดเวหามาปรับทุกข์กับแค่คืบว่า เขาอยากมีความมุ่งมั่นมากกว่านี้ เขาอยากสร้างผลงานให้เกรียงไกรกว่านี้ เขารู้สึกว่ายังไม่ตั้งใจทำงานมากพอ หรือบางทีเขาอาจจะนอนมากไป แค่คืบได้ยินดังนั้นก็ตกใจร้องว่า ถ้าอย่างสุดเวหาเรียกว่านอนมากไป คนทั้งโลกก็คงเป็นตัวขี้เกียจกันหมด สุดเวหาฟังแล้วก็ไม่พอใจ คิดไปว่าแค่คืบคงอิจฉาตัวเอง และไม่อยากให้ตัวเองได้ดีไปกว่านี้ สุดเวหาคงลืมไปว่าการที่คิดว่าคนอื่นอิจฉาตัวเองนั้น ก็เป็นความคิดอิจฉาอย่างหนึ่ง จากวันนั้นสุดเวหาก็เริ่มเป็นไม้เบื่อไม้เมากับแค่คืบ ถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองจะแย่ลงอย่างไร แต่เมื่อมีใครมาถามแค่คืบว่า เขากับสุดเวหาใครเหนือกว่ากัน แค่คืบจะรีบกล่าวชมเชยยกย่องสุดเวหาอย่างจริงใจทันที กับคำถามเดียวกัน สุดเวหากลับตอบว่า คงต้องลองดู ในที่สุดก็ร้อนถึงอาจารย์ลมพัดชายเขา ครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาศิลปะที่ทั้งสองนับถือ จะด้วยความร้อนรุ่มหรืออะไรก็เหลือจะเดาได้ สุดเวหาส่งสาส์นไปยังอาจารย์ลมพัดชายเขาเพื่อให้มาเป็นกรรมการตัดสินว่าเขาหรือแค่คืบ ใครคือนักเรียนศิลปะที่เก่งที่สุด เมื่ออาจารย์ลมพัดชายเขาเดินทางมาถึงก็อบรมสุดเวหาว่า คนทำงานศิลปะไยต้องคิดแก่งแย่งชิงดี ศิลปะไม่ใช่กีฬาที่ต้องมีผู้แพ้ผู้ชนะ ศิลปะไม่ใช่สงครามที่ต้องใช้กำลังห้ำหั่นกันให้คนหนึ่งย่อยยับ คนทำงานศิลปะจำต้องมีมุทิตา คือความยินดีในความดีความสามารถของผู้อื่น และไม่ว่าอาจารย์จะพูดทัดทานอย่างไร สุดเวหาก็มิยอมเปลี่ยนความคิดที่จะให้เกิดการตัดสินระหว่างเขากับแค่คืบ เมื่อหยุดไม่ได้ ผู้เป็นครูจึงจำต้องจัดการประลองฝีมือทางด้านการวาดภาพขึ้น อาจารย์ลมพัดชายเขาตั้งกติกาง่ายๆ เพียงว่า จะวาดรูปอะไรก็ได้ ใหญ่แค่ไหนก็ได้ ให้เวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ โดยให้ทั้งสองนั่งวาดอยู่ในห้องโถงเดียวกัน ขอเพียงภาพที่วาดออกมานั้นต้องสามารถ "จู่โจมเข้าหาคนดูโดยมิรู้ตัว" สุดเวหาเริ่มงานของเขาตั้งแต่เช้ามืดของวันแรก เขามองออกไปที่กระจกหน้าต่างแล้วก็เริ่มร่างรูป สายตาแดงก่ำของเขาจ้องเขม็งที่ผืนผ้าใบที่เขากำลังจรดพู่กันลงไป แม้เมื่อคืนจะนอนไม่กี่ชั่วโมง แต่ด้วยความเคยชินของการนอนน้อย ทำให้เขายังคงมีสมาธิในการวาดรูปอย่างไม่สั่นคลอน แค่คืบมาถึงห้องโถงช้ากว่าสุดเวหา เขานั่งมองอะไรไปเรื่อยเปื่อยก่อนจะเริ่มจรดพู่กันลงบนผ้าใบ เวลาผ่านไปครึ่งวัน สุดเวหาเริ่มรู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังมองเขาอยู่ เขารีบคว้าผ้าดำมาคลุมผ้าใบที่กำลังวาดอยู่ทันที แล้วก็หันไปตวาดกับแค่คืบว่า ทำไมต้องมาลอกภาพของเขาด้วย ไม่มีสมองที่จะคิดเองหรืออย่างไร แค่คืบได้ยินดังนั้นก็รีบออกปากขอโทษ แล้วก็ร้องชวนให้สุดเวหาไปหาอะไรกินกลางวันกัน นั่งมาทั้งวันแล้วน่าจะได้ยืดเส้นยืดสายหน่อย แน่นอนสุดเวหาไม่ไปด้วย หนำซ้ำยังคิดไปไกลถึงว่าแค่คืบคงจะมาชักชวนให้เขาเสียเวลา เพื่อที่จะได้มีเวลาวาดภาพน้อยลง วันแรกผ่านไป วันที่สองและวันที่สามก็เช่นกันแค่คืบยังทำงานไปด้วยความสบายใจ เดินเข้าเดินออกไปนั่งพักกินอาหารบ้าง นอนเหยียดขามองท้องฟ้าเล่นบ้าง จนมีคนภายนอกนินทาว่าหรือแค่คืบจะยอมแพ้แล้ว ฝ่ายสุดเวหา นอกจากจะมุมานะทำงานอย่างขะมักเขม้นโดยไม่ยอมหยุดพักแล้ว เขายังต้องคอยเหลือบตามองว่าคู่แข่งจะหันมาลอกรูปของเขาหรือเปล่า เวลาผ่านไปห้าวัน ทั้งไม่ได้พักผ่อนและกินอาหารเพียงพอ สุดเวหาจึงเริ่มไม่สบาย หน้าของเขาเป็นสีแดงอ่อนๆ และรอบขอบตาก็ปรากฏร่องรอยช้ำอย่างเห็นได้ชัด แค่คืบเห็นเพื่อนมีท่าทางอ่อนเพลียลงไปมากก็เลยออกไปหาซื้อยามาให้ สุดเวหาไม่ยอมรับความหวังดีนั้น เขาโยนยาของแค่คืบลงพื้น แล้วก็ใช้แรงทั้งหมดที่เหลือทั้งแรงกายและแรงริษยาวาดรูปต่อ เช้าวันที่แปด วันที่ครบหนึ่งสัปดาห์ วันที่อาจารย์ลมพัดชายเขาจะมาตัดสินว่าใครคือที่หนึ่งของโรงเรียนศิลปะ ในห้องโถงที่ทั้งสองทำงานอยู่ มีขาตั้งผ้าใบวาดรูปสองอันตั้งอยู่กลางห้อง ทั้งสองขาตั้งมีผ้าสีดำคลุมไว้ไม่ให้เห็นว่ารูปข้างในเป็นรูปอะไร ตอนที่อาจารย์ลมพัดชายเขาเดินเข้ามาในโถงพร้อมๆ กับเพื่อนนักเรียนในชั้นนั้น สุดเวหาและแค่คืบกำลังยืนอยู่ข้างๆ ขาตั้งผ้าใบของตัวเอง ครูที่ทั้งสองให้ความเกรงใจเดินไปที่รูปของสุดเวหาก่อน และทันทีที่สุดเวหาดึงผ้าสีดำออก ผู้คนทั้งห้องก็ส่งเสียงฮือในลำคอกัน ภาพวาดที่เห็นเป็นภาพใบหน้าของสุดเวหาเอง เขาใช้เวลาทั้งอาทิตย์มองเงาตัวเองจากกระจกหน้าต่างแล้ววาดภาพนี้ขึ้นมา ตาของเขาในรูปมีสีแดงก่ำไม่ผิดกับตัวจริง ผมเผ้ายุ่งเหยิงด้วยขาดการไม่ใส่ใจ มุมปากที่หักลงตรงปลายบอกให้เห็นถึงความเครียดอย่างหนัก ใครคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า "มันจู่โจมคนดูโดยมิรู้ตัวไหม" แล้วก็มีอีกคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า "รู้ตัวสิ ใครๆ ก็รู้ว่าสุดเวหาเป็นคนอย่างนี้อยู่แล้ว" อาจารย์ลมพัดชายเขายกมือให้นักเรียนหยุดพูด แล้วก็เดินไปที่รูปของแค่คืบ ผ้าสีดำยังคลุมอยู่เช่นเดิม อาจารย์ทำมือให้แค่คืบดึงผ้าคลุมออก แค่คืบกลับมองหน้าอาจารย์นิ่งอยู่ "เปิดผ้าออกสิแค่คืบ" อาจารย์ย้ำ "เปิดไม่ได้ครับอาจารย์" แค่คืบพูดเบาๆ เสียงนักเรียนเริ่มซุบซิบกัน "หรือแค่คืบยอมแพ้แล้ว" "แค่คืบไม่กล้าแม้จะเปิดผ้าออกเอารูปออกมาสู้" "สุดเวหาชนะขาดเลยนี่" สุดเวหากำมือชูขึ้นฟ้าอย่างผู้มีชัย เพื่อนๆ หลายคนเข้ามาแสดงความยินดีกับสุดเวหา เสียงเฮดังลั่นขึ้นพร้อมๆ กับเริ่มยกตัวสุดเวหาขึ้นโยนแล้วรับอย่างวีรบุรุษ อาจารย์ลมพัดชายเขายังคงมองหน้าแค่คืบด้วยความสงสัย แล้วก็เอะใจหันไปมองผ้าสีดำที่คลุมผ้าใบอยู่ จากนั้นรอยยิ้มของอาจารย์ก็ผุดขึ้น "จู่โจมคนดูโดยมิรู้ตัวอย่างแท้จริง" ตาของอาจารย์จ้องเขม็ง คงจะมีอาจารย์ลมพัดชายเขาคนเดียวที่มองเห็นว่า ผ้าสีดำที่คลุมภาพวาดอยู่นั้นมันไม่ใช่ผ้า ที่แท้มันเป็นรูปวาดผ้าสีดำที่กำลังคลุมผ้าใบที่มีขาตั้งอยู่ต่างหาก

หน้า 17 4-12-48 มติชนรายวัน

Comment

Comment:

Tweet