ความรักเป็นเรื่องของกาลเวลา จึงไร้ประโยชน์หากเราเจอคนที่ใช่เร็วหรือช้าเกินไป(ขอเอาคำในหนังเรื่อง2046 มาอธิบายในช่วงชีวิตของผมหน่อยนะครับมันโดนชีวิตบางช่วงของผมเหลือเกิน)
posted on 31 Jul 2007 20:40 by gelukkig in lifeเคยไหมครับ ที่พบคนๆหนึ่งแล้วรู้สึกว่าคนนี้แหละใช่แน่ๆๆเลย แต่พอพยายามทำเพื่อคนๆนั้นแทบตาย คนๆนั้นไม่เคยหันมามองเราแม้แต่น้อยเลย ไม่เคยเลยสักครั้ง เพราะบางทีคนๆนั้นก็อาจจะตามคนที่เค้าคิดว่าใช่อยู่ก็ได้ครับ เหมือนกับเราที่ตามอยู่เช่นกันแต่พอเราหยุดที่จะตามหยุดทุกอย่างเพื่อตัวเราเอง แล้วพยายามที่จะลืมเค้าให้ได้เพื่อที่เราจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง ถึงมันลำบากแต่มันจำเป็นต้องทำครับ หยุดโทรหา หยุดความคิดถึง หยุดความฝันที่เราหวังจะมีคนนั้นเดินเคียงข้าง หยุดความสุขที่เราคิดเองไปเพียงคนเดียว หยุดความทรงจำทั้งหมดที่มีต่อเค้าเพื่อให้เรามีชีวิตอยู่เพื่อปัจจุบันต่อไปให้ได้ แต่พอถึงวันๆหนึ่งที่เราหยุดเสียใจ หยุดทุกสิ่งทุกอย่างได้แล้ว พร้อมที่จะมีคนใหม่ หรือว่าบางทีก็อาจจะคบอยู่หรือกำลังจีบอยู่นะครับ แล้ววันนั้นเค้าก็กลับมาบอกว่ารักเรา เค้าเพิ่งเข้าใจตัวเองแล้วว่าใครคือคนที่รักเค้ามากที่สุด แล้วเป็นคุณล่ะครับ คุณจะทำเช่นไร ในชีวิตผมนั้นเกิดเหตุการณืแบบนี้มา2ครั้งแล้วในชีวิตนะครับ ส่วนเรื่องแฟนเก่าของผมนี้ไว้คราวหน้าถ้าว่างจะมาเล่าให้ฟังนะครับ วันนี้เอาเรื่องก่อนนะครับ แล้วจะขอเล่าเหตุการณ์เดียวนะครับ เพราะว่าความรู้สึกเรารู้สึกว่ามันคล้ายกันเกินไปจนบางที เล่าไป2เรื่องมันอาจจะทำให้ผมเศร้าใจหนักก็ได้ครับ
เริ่มเลยนะครับ ตอนนั้นเป็นสมัยที่ผมจบมหาลัยใหม่ๆๆครับ ผมยังอยู่กทม.นะครับ กำลังจะเลือกระหว่างว่าหางาทำกะกลับไปทำงานที่บ้านครับ(ที่บ้านให้เวลาตัดสินใจหางาน3เดือนถ้าไม่ได้ก็ให้กลับมาทำที่บ้าน) ระหว่างที่หางานด้วยนั้นผมก็ไปสมัครเรียนภาษาอังกฤษที่AUAครับแถวซอยพาณิพย์ธนบุรีครับ ฝั่งตรงช้ามซอยเดินไปหน่อยก็จะถึงนะครับ แบบว่าตอนนั้นผมย้ายบ้านไปอยู่แถวพรานนกแล้ว แถวนั้นเลยใกล้ครับ ผมไปเรียนแบบว่าขี้เกียจสอบวัดฐานนะครับ ก็เลยเรียนแต่เลเวิฟ1เลยครับ ก็ไม่คิดมากคิดว่ามาเรียนเอาแก้เบื่อๆๆ และได้ความรู้ด้วย
วันเรียนวันแรกนั้น ผมไปเรียนที่ห้องๆหนึ่งครับ ในห้องมีโต๊ะแบบว่าโต๊ะแบบเก้าอี้กะโต๊ะรวมกันแบบพับได้(เหมือนเวลาเรียนในมหาลัยส่วนใหญ่นะครับ) มีโต๊ะแบบนั้นอยู่ประมาณ12-13ตัวครับ แล้ววันนั้นตามสูตรครับ ชีวิตผมเวลาไปเรียนก็ต้องไปสายครับไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรหรือว่าบ้านใกล้ก็ไม่รู้ ผมเลยของอารจารย์ที่เป็นฝรั่งเข้าห้องไปครับ แล้วบังเอิญ มันมีที่ว่างเหลืออยู่ที่หนึ่งครับ(คาดว่าเค้าคงกางโต๊ะให้พอดีคนเรียนนะครับ) ผมเลยไปนั่งตรงนั้น ข้างๆที่ผมนั่งด้านซ้ายนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งครับ ซึ่งตอนแรกเราก็เห็นแว๊บๆเพราะว่ารีบเข้าห้องเลยไม่สนใจใคร วันนั้นเป็นชั่วโมงแรกนะครับก็เลยต้องมีการแนะนำตัวกันก่อนนะ แล้วต้องยืนแบบแนะนำตัวด้วยซึ่งจังหวะที่ยืนแนะนำตัวนั้นทำให้ผมเห็นเธอได้ชัดอะครับ เธอเป็นผู้หญิงผิวขาว สูงประมาณ165 ซม. สัดส่วนก็ประมานผอมแบบไม่มีหน้าท้องครับ หน้าตาก็ดูหมวยหน่อย มีลักยิ้ม ผมยาวประมาณไหล่ได้ แล้วตรงที่เธอนั้นมันใกล้กะหน้าต่างครับ ผมเลยไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ผมเห็นตัวเธอมีแสงส่องนั้นมันมาจากผมจินตนาการไปเองหรือว่ามันเป็นแสงแดดยามเช้ากันแน่ ผมมองเธอด้วยความอึ้งนิดนิดครับ เพราะว่าผมไม่เคยรู้สึกอะไรแบบนี้มานานแล้วครับหลังจากอกหักครั้งล่าสุด จนไม่ได้ฟังเลยว่าเธฮชื่ออะไร หรือยังไง เอ๋อไปเลยอะครับ วันนั้นผมเรียนไม่รู้เรียนเลย ไม่กล้าหันจะไปมองอีกและ ใจก็คิดอะไรไปเรื่อยอะครับ จนหมดเวลาเรียน
ผมคงไม่กล้าเข้าไปคุยกะเธอครับโดยนิสัยแล้วผมค่อนข้างขี้อายเป็นบางครั้ง ซึ่งครั้งนี้ผมรู้สึกอายจนไม่กล้าคุยครับ แต่ผมโชคดีอยู่อย่างครับ ที่คนที่เรียนด้วยนั้นมีคนที่อายุที่เป็นผู้กหญิงเรียนอยู่ด้วยครับแล้วประมานว่าชอบสร้างสังคมนะครับ ก็เลยชวนคุยกันทั้งห้องเลย ทำให้ผมได้รู้จักชื่อเธอแล้วครับ เธอชื่อ gift แล้วก็ยังเรียนอยู่หอการค้าไทย คณะอินเตอร์ ผมเลยรู้สึกว่าอย่างก็พอมีเรื่องคุยแล้วดิเพราะว่าผมเพิ่งจบหอการค้ามาครับ แล้วสรุปวันนั้นทุกคนต่างแลกเบอร์มือถือทั้งหมดทั่วห้องเลยครับ ผมก็เลยได้เบอร์giftแล้ว ทั้งเบอร์บ้าน เบอร์มือถือ อะครับ
หลังจากนั้นผมก็กลายเป็นคนโรคจิตไปโดยไม่รู้ตัวครับ ชอบใช้เบอร์บ้านโทรเข้าเบอร์บ้านเธอทุกวันวันละครั้งครับ (ไม่รู้ทำไปทำไมฟ่ะ) คือผมอยากคุยแต่ไม่กล้าพอที่จะโทรหาเธอเท่าไหร่ครับ ผมชอบมีความรู้สึกหนึ่งนะว่ากลัวคนอื่นรำคาญนะครับเป็นคงเป็นจิตใต้สำนึกบอกผมอย่างนี้แหละเลยทำให้เกิดความเกรงใจโดยไม่ใช่เหตุอะครับ
แต่เวลาเรียนที่AUAนั้นมันเรียนตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์เลยครับ มันเลยทำให้เจอกิพท์บ่อยๆ ถึงจะได้คุยกันบ้างแต่ก็ไม่ได้คุยอะไรกันเยอะและที่สำคัญ เวลาไปไหนกันก็ไปกันเป็นกลุ่มอยู่แล้วครับ ก็เลยนะมันเลยไม่ค่อยได้คุยกัน
วันหนึ่งในห้องเรียนAUAเค้าชวนไปเที่ยวกลางคืนกัน ก็ชวนไปหมดทุกคนถามว่ามีใครว่างบ้างหรือเปล่า แล้วก็กิฟไปด้วย กิฟเลยบอกว่าวันที่จะไปนั้นเป็นวันสอบเสร็จพอดี น่าจะไปได้แต่สอบเสร็จตอน2ทุ่ม มันดึกไปก็เลยลังเลว่าจะไปดีหรือไม่ดี ใครๆในห้องเรียนนั้น ก็บอกว่าอยากให้ไปมากๆ เราก็เลยเสนอตัวบอกว่าเดี๋ยวไปรับแล้วกัน แล้วขากลับจะไปส่งให้สำหรับคนไม่มีรถ ก็เลยสรุปว่ากิฟไปแล้ว
วันที่ไปรับกิฟนะ เราก็ไปถึงมหาลัยตอน1ทุ่มกว่าก็เลยนั่งรออยู่ที่ซุ้มตัวเองอะ รอจน2ทุ่มกว่า
กิฟก็โทรมาหาว่าอยู่ไหนก็เลยนัดเจอกันอยู่ที่หน้ามหาลัย แถวตึก10(ที่สร้างใหม่ตอนนั้นแล้วมีเปียโนอยู่ชั้น2ด้วย) พอเจอกันแล้ว กิฟก็บอกว่าไม่รู้ทำไงดี เพื่อนก็ชวนไปเที่ยว แล้วพวกพี่ก็ชวนไปเที่ยวนี่อะ (ตอนนั้นที่ประโยคแบบนี้พูดออกมาก็รู้แล้วว่าในใจกิฟคงอยากไปกะเพื่อนมากกว่า)
เราก็เลยบอกว่าไม่เป็นไรไปกะเพื่อนถอะ เพราะว่าในความคิดเรานะ ไปกะเพื่อนมันน่าจะสนุกกว่าแล้วไว้คราวหน้าค่อยไปกะพวกเราอะ
เธอเลยบอกว่าเกรงใจที่เรามารอรับแล้วไม่ไปด้วย
เราบอกว่าไม่เป็นไรหรอกเรื่องนี้ถือว่าเล็กน้อย เธอก็ไม่ต้องลำบากใจกะเรื่องนี้หรอก เดี๋ยวเราจะไปแก้ตัวให้แล้วกันนะ เธอเลยขอโทษเราแล้วเราก็ไปหาเพื่อนAUAที่ร้านกินดื่ม ท่าพระอาทิตย์อะแล้วบอกพวกนั้นว่าโทษทีเราไม่ได้ไปรับกิฟอะเพราะว่ามัวแต่นอนหลับเพลินไปหน่อย แล้วโทรไปบอกกิฟแล้วอะสุดท้ายเราเลยโดนพวกมันด่าอย่างเดียวเลยอะ ฮ่าๆๆ
แต่อย่างน้อยเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมคุยกะกิฟได้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่นะและทำให้ผมรู้ว่าเธอนั้นบ้านอยู่ไหน ขึ้นรถเมล์แถวไหนอะครับ บ้านเธออยู่แถวๆเมเจอร์ปิ่นเกล้าครับ และจะมาขึ้นรถไปเรียนตรงเมเจอร์ปิ่นเกล้าครับ พอผมรู้อย่างนั้น อีกวันหนึ่งผมก็ไปแถวเมเจอร์ปิ่นเกล้าแต่เช้าเลยครับ ไปยืนรอกิฟท์ครับก็หวังว่าจะเจอนะ
วันแรกที่ผมไปรอก็ไม่เจอครับ แล้วเห็นว่ามันใกล้เวลาเรียนแล้ว(ตอนนี้จำไม่ได้ว่าเรียนกี่โมงครับ)ผมเลยนั่งมิเตอร์ไปเรียนครับ(ครั้งแรกไม่เจอคราวหน้าเอาใหม่) พอไปถึงก็เรียนเราก็เลยคุยหลายเรื่องแล้วแกล้งถามว่าวันนี้มาไง เธอบอกว่าพ่อมาส่งอะครับ ในใจคิดแม้นวันดีจริงๆๆวันแรกก็พลาดซะแล้วฮ่าๆ
พอวันที่2 ผมก็ไปรอใหม่คราวนี้รอครับรอจนเจอจริงๆๆครับ ผมเลยเดินเข้าไปทักเธอครับ เธอตกใจบอกว่าไมมาแถวนี้ได้ไง ผมเลยบอกว่าวันนี้มานอนบ้านเพื่อนแถวนี้อะครับ(แต่จริงๆๆก็ยืนรอเธอนั้นแหละ)มานั่งเล่นเกมช่วงนี้ว่างคงมาหามันบ่อยงานก็ยังไม่ทำว่างอย่างนี้แหละ(หาเรื่องเพื่อให้เจอเธอไงล่ะ) สรุปวันนั้นก็ได้คุยกันหลายเรื่อง ระหว่างทางไปเรียนนั้นถึงเวลาจะน้อยแต่ในความรู้สึกเรามันดีเหลือเกินนะ ทำให้ตอนนี้ก็กล้าที่จะโทรไปคุยกะเธอมากขึ้นแล้ว
แล้ววันต่อๆมาเธอก็เห็นผมไปยืนรอที่รถเมล์ป้ายนั้นจนเกือบทุกวันเลยที่มีเรียน(ก็บางครั้งต้องไม่ไปบ้างเดี๋ยวจะดูเหมือนกะว่าเราตั้งใจไป) แต่หลังๆเธอคงรู้แหละครับ เธอก็นัดเวลาเลยว่าเจอกี่โมงจะได้ไม่ต้องรอกัน(ก๊ากๆๆๆเจอคนรู้ทันเข้าแล้ว) แต่ชีวิตผมก็ได้คุยกะเธอแค่นี้และโทรหาเธอบ้างเท่านั้นในช่วงนี้นะครับ
ผมเคยชวนกิฟไปดูหนังนะครับ แต่เธอบอกว่าไม่ว่าง เราก็ว่าไม่เป็นไร เราชวนอีกเธอก็บอกว่าไม่วางอีก เราคิดว่าน่าจะเข้าสูตร3น่าจะไปนะ คราวนี้ครั้งที่3เราก็ชวนเธออีกเธอก็ไม่ไปครับ เราคิดว่ามันคงไม่มีทางแล้วมั้ง
จนมาวันหนึ่งหลังเลิกเรียนAUAวันนี้เราเบื่อๆด้วยเรกะว่าจะไปหาหนังดูคนเดียวแบบว่าไม่ค่อยอยากเจอใครเท่าไหร่อะครับ(เราเคยดูหนังคนเดียว4เรื่องรวดมาแล้วครับ เริ่มดูตอน10โมงเช้า กลับบ้าน 24.00อะ) แล้วเราก็ยืนรอรถเมล์เพื่อจะไปดูหนังที่เมเจอร์ปิ่นเกล้า แล้วกิฟก็เดินมาทักเรา แล้วถามว่าวันนี้เราว่างหรือเปล่า เราก็บอกว่าว่างครับ เธอบอกว่าไปดูหนังกันไหม เราหรือจะกล้าปฏิเสธล่ะ ก็เลยไปดูกันแต่เธอไม่อยากอยู่ใกล้ๆบ้าน เธอเลยชวนไปดูแถวฟิวเจอร์บางแคแทนอะครับ เราก็เลยนั่งมิเตอร์ไปกันนะครับ
ระหว่างที่นั่งมิเตอร์นั้น เราดูสีหน้ากิฟแล้วไมรู้สึกว่าดูเหงาหรือว่ามีเรื่องอะไรคิดอยู่ในใจหรือเปล่า แต่เราไม่กล้าถาม ตอนแรกก็คุยกันดีๆแหละ แต่สักพักเธอก็เงียบๆไป ก็เลยระหว่างทางที่นั่งรถนั้นก็ไม่ได้คุยอะไรกันเท่าไหร่เลย จนมาถึงที่ฟิวเจอร์บางแค ผมก็จ่ายค่ามิเตอร์ไป แล้วพอไปถึงโรงหนังก็ดูรอบแล้วพอตอนจ่ายตังกิฟก็ยื่นเงินให้เราบอกว่ามาเที่ยวแบบอเมริกันแชร์แล้วกันนะ ไม่อยากให้รู้สึกเหมือนสังคมไทยที่ผู้ชายต้องเลี้ยงตลอด เราก็เลยok. ก็ดูหนังจบไปเรื่องแล้วก็หาไรกินกัน วันนั้นรู้สึกว่าไปกินไดโดม่อนมั้ง ระหว่างที่อยู่ด้วยกันวันนั้น ก็แทบไม่ค่อยคุยกันเหมือนกับว่ากิฟมีเรื่องอะไรอยู่ในใจอยู่มากๆๆอะ จนมาถึงตอนจะกลับบ้านแล้วเราเลยถามกิฟไปว่ามีเรื่องไรไม่สบายใจหรือเปล่า เล่าได้ก็เล่านะจะได้สบายใจขึ้น แต่ถ้าไม่เล่าก็ไม่เป็นไรนะ เรามาเป็นเพื่อนอยู่ข้างๆแล้วไม่ต้องกลัวไรหรอก พอเราบอกไปเสร็จกิฟก็น้ำตาซึมแต่ก็ไม่ได้บอกอะไรเราแม้แต่คำเดียว จนกระทั้งเราพาไปส่งเธอเรียกมิเตอร์นั่งกลับบ้านไป ส่วนเราก็กลับบ้านไปพอถึงบ้านแล้วเราก็ส่งข้อความไปบอกว่า"ปัญหาทุกอย่างมีทางออกนะบางทีมันอาจจะอยู่แค่ปลายมือก็ได้" เราไม่รู้หรอกปัญหานั้นคืออะไรแต่แค่ไม่อยากให้เธอมีความทุกข์เท่านั้นเอง
แล้ววันต่อมาไปเรียนเจอกิฟก็ทำตัวปกตินะ ไม่เหมือนคนที่ร้องไห้เมื่อวานเลย เข้ามาทักเราด้วย แต่หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้คุยกันเท่าไหร่นะ เพราะดูเหมือนว่ากิฟก็พยายามจะไม่คุยกะเรา(คิดไปเองหรือเปล่าหว้า)
พอผ่านไปจนถึงวันอาทิตย์(จำได้อะเพราะว่ามันมีเรื่องน่าจดจำอยู่) ตอนนั้นเราอยู่มาบุญครองเพิ่งไปดูหนังกะเพื่อนเสร็จเรื่องthe kid(จำได้ไหมที่บูท วิลิชเล่นอะ)เรากำลังจะไปหาอะไรกินต่อกะเพื่อนๆ แล้วโทรศัพท์เราก็ดังขึ้น กิฟโทรมาหาเราอะ พอเรารับสาย เธอก็บอกว่าตอนนี้ว่างไหม เธออยากจะแก้ตัวเรื่องวันนั้นอะ ไปดูหนังกันนะ(เธอทำเสียงอ้อนเล็กน้อย) เราก็เลยบอกว่าว่างนะ แต่เราเดินดูของอยู่มาบุญครองแล้วจะให้ไปเจอที่ไหน เธอเลยบอกว่างั้นรออยู่ที่มาบุญครองแล้วกันนะ เดี๋ยวเธอจะไปหา พอวางไปเสร็จเราก็เลยบอกเพื่อนๆว่ากูไม่ว่างแล้วว่ะ ขอตัวก่อนนะ แล้วเราก็ไปนั่งรออยู่ที่แม็คโดแนล์ที่มาบุญครองอะ แล้วเธอก็เดินเข้ามายิ้มทักให้กับเรา(เธอใส่เสื้อตัวเล็กแบบผู้หญิงนะสีดำ แล้วกางเกงยีนต์มา ดูน่ารักไปอีกแบบเหมือนสาวห้าวๆดี)
เราก็เลยถามว่าจะดูหนังเรื่องไร
เธอก็บอกว่าอยากดูเรื่องthe kid(เราเพิ่งไปดูมากะเพื่อนนี่หว้า) แล้วถามว่าดูยัง
เราเลยบอกว่ายังงั้นไปดูกันเถอะ แล้วดูเสร็จ(วันนั้นผมขับรถมานะครับ)
ผมก็พาเธอไปกินสเต๊กที่สามย่าน (เด็กจุฬารู้จักดีครับร้านนี้) หลังจากนั้นผมถามว่าอยากจะไปไหนต่อ(รู้สึกว่าตอนนั้นเพิ่งจะ5โมงกว่าเอง)เธอบอกว่าไม่อยากกลับบ้านหาร้านนั่งเล่นแล้วกัน ผมก็เลยพาเธอไปนั่งที่ร้านกินดื่มตรงแถวท่าพระอาทิตย์ แล้วบอกกิฟไปว่าวันนั้นที่มากันคือร้านนี้อะครับ เรา2คนนั่งกินพวกบัดไวเซอร์ ดื่มกันนะครับ
พอเวลาผ่านไปได้สักพักหนึ่งอาการตึงของมึนเมาทำให้เธอได้เริ่มเปิดใจอะ ว่าตัวกิฟเองนั้นมีผู้ชายอยู่คนหนึ่ง(ชื่อแกละ)ที่กิฟชอบอยู่ ซึ่งแกละนี้ทำงานแล้วอายุประมาณ28ได้และแกละก็ชอบกิฟด้วย แต่แกละก็มีผู้หญิงอีกคนหนึ่ง พอกิฟบอกว่าให้เลือก แกละก็บอกว่าเลือกไม่ได้ เพราะว่ารักเท่าๆกัน กิฟพูดไปน้ำตาก็ซึมไป
เราเลยถามว่าแล้วผู้หญิงคนนั้นรู้เปล่าว่าแกละอะยังมีกิฟอยู่
กิฟบอกว่าเธอไม่รู้อะ
เราก็เลยบอกว่าอย่าว่าอย่างนู่นอย่างนี้เลยนะ เราว่าพยายามจะลืมเค้าไปเถอะ เพราะเรื่องแค่นี้ก็รู้แล้วว่าจะเลือกใคร
กิฟบอกว่าตัวกิฟเองคงตัดใจจากเค้าไม่ได้หรอก มันทรมานนะที่วันหนึ่งจะไม่เค้ามาอยู่ด้วย
เราเลยบอกว่าตอนแรกก็เป็นเรื่องยากนะ แต่เวลามันจะช่วยให้เป็นเรื่องง่าย
กิฟบอกว่าถ้าไม่เกิดขึ้นกะตัวไม่รู้หรอกว่าเป็นไง(ในใจคิดว่าเราก็เคยผ่านเรื่องนี้มาแล้วเป็นแฟนกัน2ปีพอเธอไปเจอคนที่เธอชอบเธอก็ทิ้งเราไปแบบไม่ใยดีเลยเรื่องแฟนเก่าเดี๋ยวมาเล่าให้ฟังทีหลังอะ)
เราเลยบอกว่าเอางี้แล้วกันเวลามีปัญหาอะไรเราก็จะอยู่ช่วยรับฟังแล้วกันนะ และถ้าเบื่อๆเราก็จะไปเที่ยวเป็นเพื่อนก็ได้นะถ้าเราว่าง หลังจากนั้นก็คุยกันหลายเรื่องๆ(อารมณ์ที่พูดไปตอนนั้นเราไม่รู้ว่าใจเรารู้สึกอย่างไรระหว่างที่รู้สึกว่ามีลุ้นจะจีบได้หรือว่าสงสารคนทรมานแบบที่เราเคยเจอมาก่อนหรือว่าแค่ต้องการจะช่วยเธอให้สบายใจเท่านั้น) เราอยู่กันจนร้านปิด ผมก็จะพาเธอไปส่งแต่เธอบอกว่าอยากให้ขับรถเล่นไปเรื่อยๆก่อน เราก็เลยถามเธอว่าเคยไปพุทธมนทณสาย4 เปล่า เธอบอกว่าไม่เคยเราก็เลยพาไป เป็นถนนที่แพงที่สุดในประเทศแล้ว เธอเห็นแล้วยังบอกว่าสวยเลย (แต่ตอนล่าสุดที่ไปนั้นมันสกปรกมากเลยอะไม่สวยแล้ว)แล้วถามว่าอยากขึ้นสะพานสูงไหมอะ เธอบอกว่าตามใจผมเลยพาเธอไป(ผมเปิดเพลงช้าๆไปด้วยนะครับ)พระราม7(ใช่มั้งที่อยู่ในทางด่วนอะ) ก็ผ่านขับรถเล่นจนถึงตี5ผมถึงพาเธอไปส่งบ้านครับ แล้วอีกวันหนึ่งเรา2คนก็โดดเรียนไปเลยครับ
แล้วผมก็ไปเที่ยวกะเธอบ่อยขึ้น รับฟังปัญหาของเธอเยอะขึ้น คุยกันมากขึ้น จนรู้สึกว่าถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปผมคงจะทรมานตายกะเรื่องแบบนี้แน่ๆครับ ผมจำเป็นต้องบอกความรู้สึกที่ผมมีต่อเธอให้ได้ หลังจากรู้จักกันมาได้ครึ่งปีกว่า ผมจำเป็นต้องบอกไปเพื่อให้เธอรับรู้และมองผมเหมือนกับคนมาจีบสักทีไม่ใช่แค่เพื่อนนะครับ แล้วผมคิดว่าจะบอกรักกิฟต่อหน้าเค้าครับเพราะว่าในความคิดผมมันทำให้รู้สึกดีกว่าครับ แล้วก็ได้ดูอารมณ์และท่าทางเธอด้วย
ณ.วันหนึ่ง ผมได้ชวนกิฟออกไปดูหนังในช่วงเย็นๆ พอดูเสร็จแล้วเราก็ไปหาอะไรทานกันจนขับรถมาส่งเธอ ผมก็ได้บอกรักเธอไปในรถ โดยผมเกร่นว่าพรุ่งนี้ผมกะกิฟมันจะไม่เหมือนเดิมแล้ว มันคงต้องมีอะไรเปลี่ยนแปลงกับบางสิ่งมั่ง เธอก็งงแล้วถามว่าอะไรเหรอ ผมเลยบอกว่าสิ่งที่ผมพูดก็เก็บไปคิดแล้วกันนะ จะเกิดอะไรขึ้นผมรับได้ แล้วผมบอกไปว่าผมรักกิฟนะ รักมาตั้งแต่แรกเห็นแล้ว เธอก็อิ้งนั่งนิ่งๆไปพักหนึ่งโดยที่ไม่ได้ตอบอะไรผมหน้าแดงนิดหน่อยเท่าที่สังเกตได้ ผมเลยบอกว่าผมยังไม่ได้ต้องการคำตอบตอนนี้หรอก แต่อยากขอให้กิพมองผมในสายตาของคนมาจีบเธอนะไม่ใช่ในสายตาของเพื่อน เสร็จแล้วผมก็เลยเดินไปเปิดประตูรถให้กิฟลงไป ผมก็ขับรถกลับบ้าน(ด้วยอารมณ์ที่บอกไม่ถูกเพราะว่าไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร เป็นคืนที่ทรมานแบบบอกไม่ถูกดีใจหรือเสียใจก็ยังไม่รู้)
วันต่อมาผมก็โทรไปหากิฟก็คุยกันปกตินะ แต่ก่อนวางกิฟบอกกะผมว่าเค้าจะเริ่มมองผมในฐานะคนมาจีบแล้วนะ แล้วก็ถามผมว่าจะทนได้เหรอที่ตัวกิฟเองยังมีคนชื่อแกละอยู่ ผมบอกว่าผมแค่ให้หันมามองตัวผมบ้างแค่นี้ก็พอส่วนเรื่องอื่นค่อยว่ากันในอนาคต
แล้วก็ผ่านไปปีกว่าหลังจากรู้จักกัน ในชีวิตประจำวันของผมก็ยังมีกิฟอยู่ตลอดเลยเวลาที่เธอต้องการจะทำอะไรหรือให้ช่วยอะไรผมก็เต็มใจทำให้เธอนะ ผมก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรกับเธอเลย แต่ผมรู้สึกว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ผมมองว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรกับเรื่องรักที่ไขว้กันไปมาอย่างนี้ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ผมเลยคิดว่าของทุกอย่างน่าจะมีทางออกให้กับทุกฝ่ายนะ ผมเลยตัดสินใจที่จะถามกิฟว่าจะอย่างไร และที่สำคัญผมก็ใกล้ที่จะกลับไปช่วยงานที่บ้านในจังหวัดจันทบุรีแล้วด้วยมันเป้นการตัดสินใจที่ยากพอสมควรด้วยแต่รู้สึกว่ามันจำเป็นเพราะว่าถ้าไม่มีอะไรที่จะชี้ขาดไปเลยนะ ผมว่าชีวิตมันคงไม่เป็นสุขแน่ๆ
อีก1อาทิตย์ก่อนที่ผมจะกลับจันทบุรี(ผมยังไม่ได้บอกกิฟนะว่าจะกลับไปทำงานที่บ้าน) ผมก็ชวนเธอออกไปดูของที่มาบุญครองอะ ไปซื้อของกันนะครับ วันนี้ผมซื้อของให้เธอต้องหลายอย่าง กิฟเลยแปลกใจว่าทำไมซื้อให้เธอเยอะจัง ผมบอกเธอว่าผมเพิ่งได้เงินโบนัสมา(จริงๆแล้วเงินนี้คือเงินเดือนเดือนสุดท้ายของผมครับ) แล้วก็ไปกินข้าวกัน และถึงตอนที่ผมจะไปส่งเธอถึงบ้าน ผมก็จอดข้างทางตรงแถวๆก่อนถึงเซนทรัสปิ่นเกล้าก่อนครับ เธอก็ทำท่างง แล้วถามว่าจอดทำไม ผมบอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วยแป๊ปหนึ่ง พอจอดเสร็จ ผมก็หยุดรวบร่วมความกล้าที่จะพูดกะเธอ โดยที่ตอนนั้นผมก็ยื่นมือไปปิดเพลงที่เปิดไว้
ผมก็ถามเธอว่า อีกอาทิตย์หนึ่งผมจะกลับไปทำงานที่บ้านแล้ว ผมขอคบเธอเป็นแฟนเธอได้ไหม เพราะว่าผมรักกิฟมากนะ(เวลามีเรื่องสำคัญอะไรกะคนอื่นมากผมก็จะพูดด้วยชื่อคนนั้นตลอดครับ)
เธอฟังแล้วก็ทำท่าบอกไม่ถูกก็ตอบว่าไม่รู้เพราะว่าสับสนมาก
ผมเลยพูดไปว่าในใจผมตอนนี้ผมมีแต่กิฟคนเดียวไม่มีใครอื่นเลย แล้วผมรู้ว่า ในใจของกิฟก็ยังมีแกละอยู่เสมอมา แต่ผมขอเป็นคนที่จะลบภาพของแกละออกไปจากใจเธอได้ไหม ขอเป็นคนนั้นได้ไหม
กิฟก็ไม่ตอบอะไรอีก แต่ทำท่าทางเหมือนสับมากจนน้ำตาซึมออกมาเล็กน้อย
ผมเลยบอกว่าอีกอาทิตย์หนึ่งผมจะกลับบ้านแล้ว ยังไม่ต้องตอบวันนี้หรอกค่อยคิดแล้วค่อยตอบเราก็ได้
หลังจากผมพูดเสร็จผมก็ขับรถออกไปเพื่อไปส่งกิฟที่บ้านพร้อมยืนมือไปเปิดวิทยุแล้ววิทยุเจ้ากรรม ดังเป็นเพลงนิดหนึ่งพอ ของ ละอ่อน อีกตรงท่อนนี้พอดี
ฉันไม่เคยคิดแข็งข้อ หรือบังอาจขอ
เพราะยังเจียม และเตรียมหัวใจของคนส่วนเกิน
คบฉันไว้เหมือนเป็นเพื่อน ช่วยเตือนเภทภัย
ทุกข์เมื่อไหร่ปลอบใจร้องไห้คราใดจะคอยเช็ดน้ำตา
ปรารถนาเวียนวน ตามประสาของคนเคยเคียง
จึงร้องเรียน เวียนและวน ทนแม้จะถูกหยาม
จะพยายามให้เธอ
เว้นที่ภายในดวงใจของเธอให้กับฉัน....ได้ยิน
รกร้างเยือกเย็นเดียวดายเจียนตายไม่หวั่น
จะทำใจ แบ่งใจ...ให้ฉันนิดนึงพอ
เพลงนี้มันช่างโดนใจผมเหลือเกิน จนผมส่งเธอถึงบ้าน แล้วผมก็ขับรถกลับไป
อีก2-3วันต่อมา กิฟก็โทรหาผม แล้วบอกผมว่า ผมนะเป็นคนดีสำหรับเธอมาก นิสัยก็ดี และทำทุกอย่างเพื่อเธอ รักเธอมาก จนไม่อยากที่จะเสียผมไป แต่ตัวกิฟเองก็ไม่สามารถลืมแกละไปได้เลย กิฟนึกภาพไม่ออกที่ไม่มีแกละนั้นจะเป็นอย่างไร ระหว่างที่กิฟพูดนั้นกิฟก็ร้องไห้ไปพูดไป พอพูดจบกิฟก็วางสายจากผมไปเลย

"หัวใจของผมมันสลายไปแล้ว เธอรู้สึกถึงมันบ้างไหม"
ตอนนั้นพอผมได้ยินจนจบประโยคนั้นทุกสิ่งทุกอย่างมันว่างเปล่าไปหมดเลย ทั้งที่เตรียมใจแล้วนะว่าอาจจะเกิดเส้นทางนี้ได้ แต่พอถึงจริงๆๆผมกลับรับมันไม่ได้เลย ผมน้ำตาซึม โลกนั้นมีแต่สีขาว แล้วในหัวก็โล่งคิดซะจนเหมือนไม่มีอะไรอยู่ในหัวแล้ว ทรมานมาก แต่ก็ต้องทำใจครับ ผมเคยโดนแบบแรงกว่านี้เยอะแล้วกับแฟนของผมคนเก่าครับ ทำให้ถึงผมจะเจ็บกับรักครั้งนี้แต่ผมก็ยังสามารถหาวิธีรับการอกหักครั้งนี้ได้พอตัวครับ
ผ่านไป2ปีต่อมา ตอนนี้ผมอยู่จันทบุรีแล้ว ผมกลายเป็นคนบ้านนอกโดยสมบูรณ์แล้วครับ แล้วผมก็เปลี่ยนเบอร์มือถือใหม่ด้วย แล้ววันหนึ่งมีสายแปลกๆโทรเข้ามาหาผม ผมก็รับสายครับ
ในสายเป็นเสียงผู้หญิงครับ ถามว่าจำเราได้ไหม
ผมเลยถามไปว่าใครครับ(ตอนนั้นยังวุ่นๆทำงานอยู่นะ)
เธอบอกว่ากิฟไงจำได้ไหม
ผมบอกไปว่าอ๋อว่าไงครับ(พูดด้วยเสียงปกติมากเพราะคิดว่าเป็นกิฟที่เป็ยเพื่อนเราสมัยเรียน)
(เธอคงงว่าไมไม่ตกใจเลย)เธอบอกว่า กิฟที่AUAนะ
ผมก็อิ้งเลยครับ(มือถือแทบตก) แล้วถามเธอว่าเป็นไงบ้าง(น้ำเสียงเปลี่ยนไปเลย)
เธอบอกว่าสบายดี
ผมบอกว่าตอนนี้ไม่ค่อยว่างครับไว้ค่อยคุยกันแล้วกันนะ
เธอบอกว่าไว้คืนนี้จะโทรหานะ
เราเลยบอกว่าอืม(อืมของเรานี่หมายถึงว่ารีบวางไปก่อนเดี๋ยวค่อยว่าอะ)
พอตกคืนนั้นเวลา 2ทุ่มกว่า มือถือผมก็ดังอีกครับ มองเบอร์แล้วรู้ว่าเป็นกิฟ เลยรับสายไปครับ
ผมถามเธอว่า ไม่รู้จักเบอร์ใหม่ผมได้ไงนี่
เธอบอกว่าหาในเน็ทเอาเลยเจอ
ผมก็งงนะ(ในเน็ทนี่หาเบอร์ได้ด้วยเหรอครับแต่ก็ไม่อยากจะถามไรมากอะ)เลยถามไปต่อว่าเป็นไงบ้าง
เธอก็เล่าช่วง2ปีที่ผ่านมาว่าเกิดอะไรขึ้นในชีวิตเธอนั้นมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ก็สรุปได้คร่าวๆว่า แกละแต่งงานไปแล้วกะผู้หญิงคนนั้น แล้วตัวกิฟเองก็ได้งานทำแล้วเป็นบริษัททัวร์แถวสีลม คุยกันไปคุยกันมาจนถึงเที่ยงคืนผมเลยขอตัวไปนอนเพราะว่าต้องตื่นแต่เช้า เธอเลยบอกว่าเดี๋ยวจะโทรหาผมใหม่
หลายๆวันที่ผ่านมาต่อจากคืนนั้น กิฟก็ส่งข้อความมาหาบ้าง โทรหาผมทุกคืน จนผมงงไปหมดแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น จนผ่านไป1อาทิตย์เห็นจะได้
ผมเลยถามว่ากิฟทำแบบนี้ทำไมเหรอ
เธอก็ตอบว่าตอนนี้เธอเข้าใจแล้วว่าใครคือคนที่รักกิฟมากที่สุดและคนที่สำคัญที่สุดกับเธอนั้นก็คือผมกิฟอยากให้ผมกลับไปเป็นเหมือนเดิม
ผมบอกเธอไปว่าที่เธอพูดมานั้นเป็นเพราะว่าเธอเหงาหรือเธอไม่มีใคร หรือเธอแค่อยากหาใครสักคนมาพยุงความรักของเธอไว้หลังจากแตกสลายกันแน่
เธฮก็ร้องไห้แล้วก็บอกว่า ขอให้กลับมาเหมือนเดิมได้ไหมเพราะว่าผมนั้นคือคนที่สำคัญที่สุดในชีวิต
ผมบอกไปว่าในชีวิตของผมนั้นเรื่องความรักนะ ผมไม่เคยมีว่าคนนี้คือความสำคัญอันดับ1คนนั้นอันดับ2 หรืออันดับ3 เพราะว่าเวลาผมรักใครแล้วตัวผมก็จะมีแค่คนนั้นเพียงคนเดียวตลอดไปจนกว่าความรักนั้นไปกันไม่รอดแล้ว ผมก็จำเป็นต้องทำใจและเคลียร์ปัญหาที่อยู่ในใจให้หมดเพื่อเริ่มที่จะนับตั้งแต่0ใหม่อีกครั้งในรักนั้น(ผมใช้เวลาทำใจเรื่องกิฟและกล้าที่จะเริ่มจีบใครอีกใช้เวลาต้องปีกว่าครับ)
เธอก็ยังร้องไห้และบอกว่ากลับมาไม่ได้เหรอหรือว่าผมมีแฟนไปแล้ว
ผมบอกว่าผมยังไม่มีแฟนแต่ผมมีคนที่ผมจีบอยู่ และที่สำคัญผมกลับไปแล้วความรักของผมที่มีต่อกิฟนั้นมันจะไม่เหมือนเดิมแล้วด้วย เพราะว่าในใจผมตอนนี้ผมไม่สามารถรักกิฟได้เท่ากับเมื่อคราวที่ผมรักเธอได้อีกแล้ว มันจึงทำให้ผมกลัวว่าถ้ากลับไปแล้วมันอาจจะทำร้ายคนที่ผมเคยรักได้
เธอก็ยังร้องไห้อยู่ แล้วก็บอกว่าทำไมคนที่ตัวกิฟเองรู้สึกว่าสำคัญจะจากเธอไปเรื่อยๆเลย
ผมเลยบอกว่าผมนะความหวังดีมีให้เต็มเปี่ยมเหมือนเดิม แต่เรื่องนี้เพื่อตัวเธอเองนะ เธอต้องอยู่กับมันให้ได้แล้วค่อยๆดูว่าจริงๆแล้วเธอต้องการอะไรกันแน่ แล้วค่อยๆลุกขึ้นยืนให้ได้นะ
เธอหยุดร้องไห้แล้วเธอบอกว่าเธอจะโทรหาเราได้ไหมเป็นครั้ง อย่างน้อยน่าจะเป็นเพื่อนกันได้(ในความคิดเราคิดว่าเธอคงอยากหาคนที่จะช่วยพยุงเธอขึ้นแต่ตอนนี้ผมไม่สามารถจะทำอย่างนั้นได้แล้วเพราะว่าถ้าผมยิ่งทำมันก็จะทำให้ตัวเธอเองอาจจะชอบผมมากขึ้นซึ่งมันก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไรเพราะว่าผมนั้นไม่ได้รักเธออย่างที่เคยเป็นแล้ว)
ผมบอกเธอไปว่าไม่ได้หรอกงั้นรออีกปีหนึ่งหรือว่าเธอทำใจได้แล้วเราค่อยคุยกันดีกว่าเพื่อตัวเธอเองนะ
เธอก็ร้องไห้อีกครั้งแล้วเราก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีกเลยจนเธอกดวางสายไป(ผมหวังว่าเธอจะผ่านช่วงนี้ไปให้ได้เพื่อเธอจะยืนได้เข้มแข็งขึ้นเพื่อความสุขในชีวิตของเธอเองด้วย)
ผ่านไปจนถึงตอนนี้ก็4ปีได้แล้วครับ ผมยังไม่เคยได้คุยกับกิฟอีกเลยครับ ผมอยากจะโทรถามเธอมั่งเหมือนกันนะว่าเป็นไงแต่บังเอิญมือถือผมโดนแฟลตเครื่องไปเลยไม่ได้โทรหา
ผมก็ขอให้กิฟมีความสุขในชีวิตมากกว่าความทุกข์นะครับ และหวังว่าเธอจะคนที่รู้ใจกับเธอได้สักทีนะครับ ความหวังดียังมีให้เธอไม่เคยเปลี่ยนนะครับ
ขอบคุณกิฟนะที่ได้ให้ความทรงจำดีๆในช่วงที่เราเคยใช้ชีวิตที่เกี่ยวพันกันนะครับ
เห็นไหมครับว่าชีวิตผมเหมือนหัวข้อที่บอกไหมครับ
"ความรักเป็นเรื่องของกาลเวลา จึงไร้ประโยชน์หากเราเจอคนที่ใช่เร็วหรือช้าเกินไป"
edit @ 2007/08/01 19:45:34
#1 By BENO on 2007-08-01 00:30