ชีวิตคนไทยส่วนใหญ่อยู่ในศาสนาพุทธ และคนในศาสนาพุทธนั้นเชื่อในเรื่องผลบุญและกรรม ซึ่งตัวผมเองก็เชื่อนะเรื่องนี้ เพราะตัวผมจริงๆแล้วอาจจะเรียกว่าเป็นคนไม่มีศาสนาก็ได้นะ ในบัตรประชาชนก็เขียนไว้ว่านับถือพุทธแต่ตัวผมเองก็ไม่ค่อยได้ไปวัดเลย ผมแทบไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวอะไรกะประเพณีทางศาสนาเลย ส่วนศาสนาอื่นนะ ผมก็เคยไปโบสถ์คริสต์ที่อังกฤษมาแล้ว เห็นประเพณีอะไรตั้งมากมาย ทำให้เรารู้ว่าทุกศาสนาในโลกนี้เราว่าดีหมดแหละ แต่คนที่นำมาเผยแพร่นี่สิ เราว่าส่วนใหญ่แล้วไม่ค่อยจะดี ทำให้ตอนนี้ผมไม่มีศาสนานะแต่ต้องใช้ว่าผมนับถือคำสอนของทุกศาสนาที่ผมเคยศึกษามากกว่า ทำให้ผมไม่ค่อยอยากจะทำพิธีอะไรในศาสนาเท่าไหร่วันไหนอยากช่วยคนผมก็อาจจะบริจาคเงินซ่วยคนที่ลำบาก หรือบางทีผมก็ไปเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับเด็กหรือคนแก่ และอื่นๆๆอีกเป็นต้น

เกร่นมาตั้งนาน เข้าเรื่องดีกว่า ผมถามคุณผู้อ่านว่าคุณเชื่อในเรื่องผลบุญและผลกรรมที่มันสามารถย้อนกลับมาหาเราได้หรือเปล่าล่ะ โดยส่วนตัวผมเองเชื่อนะผมนะจำกรรมเลวไม่ได้หรอกว่ามันย้อนกลับมาหาผมแล้วยังแต่สิ่งที่ผมจะเล่าอะมันเป็นกรรมดีที่ผมเคยทำไว้มันย้อนกลับมานะ(มันเป็นเรื่องเล็กน้อยนะแต่มันทำให้วันนั้นเรารู้สึกอิ่มเอบใจเลย)มี2เรื่องนะแต่เรื่องแรกมันนานแล้วคร่าวๆๆแล้วกันนะ

เรื่องที่1 พวกคุณผู้อ่านเคยไหมครับที่เวลาเราต้องหยอดเหรียญที่ตู้โทรศัพท์ เพื่อจะใช้โทรธุระแป๊ปหนึ่งนะครับ(ไม่ใช่โทรหาคนจีบนะเฟ่ย) แล้วต้องการใช้แค่1บาทก็พอแต่บังเอิญในตัวตอนนั้นไม่มีเหรียญบาท มีแต่เหรียญ5หรือ10บาทครับ แล้วคุณผู้อ่านจะทำไงครับ ช่วงที่ผมเรียนอยู่สวนกุหลาบครับสมัยรู้สึกว่าม.4 พวกผมและเพื่อนๆๆเวลาเลิกเรียนก็จะไปเต๊ะบอลแล้วมานั่งตากแอร์ที่ร้านแม็คโดแนล ที่ดิโอสยาม จะเป็นอย่างนี้เกือบทุกวันครับ

แล้ววันหนึ่งผมจำเป็นต้องโทรไปศูนย์เพทเจอร์(คนยุคนั้นจำได้ไหมครับว่าฝากเพทเจอร์ยังไงล่ะฮ่าๆๆแต่ถ้าพวกคุณรู้มันก็คงอยู่ยุคเดียวกะผมนะ)เพื่อฝากข้อความให้เพื่อน(สมัยก่อนมือถือมีแต่รุ่นกระติกน้ำครับเครื่องเป็นแสนจำได้ไหมถือแล้วเท่ห์โคตรแต่หนักจนเรือ(ship)หาย) ในตัวตอนนั้นผมมีเหรียญ 5 บาทอยู่เหรียญเดียวที่เหลือเป็นแบงค์หมด และโดยนิสัยแล้วตัวผมเองค่อยข้างขี้อายในบางเรื่องครับอย่างเช่นเรื่องนี้อะครับ ผมเลยเดินไปที่ตู้โทรศัพท์ซึ่งตรงนั้นมีอยู่ประมาณ3-4ตู้ครับ แต่เชื่อไหมว่าตู้เสียหมดแต่เหลือไว้1ตู้ที่ไม่เสีย แล้วผมก็โชคดีหน่อยที่ช่วงนี้ไม่มีคนมายืนใช้อยู่เลยสักคน ทำให้ผมซึ่งจำเป็นใช้เหรียญ 5 บาทโทรครับ แล้วผมก็โทรไปฝากข้อความถึงเพื่อนแล้ว แต่ระหว่างโทรนั้นก็มีผู้หญิงคนหนึ่ง(ในความจำผมจำไม่ได้ว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายอะเพราะว่านานแล้วแต่ยังไงตัวผมเป็นผู้ชายงั้นก็ขอให้เป็นผู้หญิงที่ยืนรอแล้วกันนะครับก๊ากๆๆๆ)มายืนรอโทรศัพท์ต่อจากผม

พอผมโทรเสร็จแล้ววางสายซึ่งใช้ไปได้แค่1บาทเท่านั้น มันก็ยังต้องเหลือ 4บาทใช่ไหม ผมก็เห็นผู้หญิงคนนั้นรออยู่ ผมเลยยังไม่กดให้เหรียญมันกินผมไปหรอกครับ ผมก็หันไปบอกผู้หญิงคนนั้นว่า ผมมีเงินเหลืออยู่ในตู้4บาท เอาไปใช้แล้วกันนะครับเพราะว่าผมไม่จำเป็นต้องโทรแล้ว ผู้หญิงคนนั้นก็พยักหน้าขอบคุณแล้วยิ้มให้พร้อมยืนมือมาจับหูโทรศัพท์ ส่วนตัวผมเองก็ค่อยๆเดินจากไป(บรรยายเหมือนหนังรักเลยไม่ใช่เฟ่ย) ผมก็เดินกลับไปหาเพื่อนที่แม็คครับ(คุณผู้อ่านคงงงว่ามันจะเห็นกรรมดีได้ไงใช่ไหมครับมันก็ยังไม่เห็นครับ เพราะว่าผมยังเล่าไม่จบ) (คุณผู้อ่านไม่พอใจคนเขียนที่ดันไม่ยอมเขียนให้จบมัวแต่แหย่อยู่นั้นก็เลยปาของมาใส่ใหญ่อะ ดีนะที่ผมหลบทันครับฮ่าๆๆๆๆๆ)

เหตุการณ์นี้ผ่านไป4ปีครับ ตอนนั้นผมอยู่มหาลัยหอการค้าไทยปี2ครับ(ที่เหตุการณ์พวกนี้ที่นึกออกเพราะว่าผมโดนแฟนทิ้งไปมีคนอื่นตอนอยู่ปี2ครับทรมานใจมากครับ) ผมเพิ่งอกหักมาได้ไม่นานครับ ผมก็เบื่อๆเลยโทรหาเพื่อนที่เป็นเด็กธรรมศาสตร์ครับ พวกเพื่อนๆผมก็ดีเหลือเกินตอนนั้นมันยังอยู่ปี2ซึ่งมันต้องเรียนอยู่ธรรมศาสตร์รังสิต พวกเพื่อนผมเช่าหอไว้ฝั่งตรงข้ามม.กรุงเทพ(จำชื่อหอไม่ได้อะแต่รู้สึกว่าติดอยู่กับโรงฆ่าวัวนี่แหละ) แต่ที่ผมจะไปไม่ใช่ที่นี่ครับ(แล้วกรูจะเล่าให้ยาวทำไมฟ่ะ เหอเหอ หนังไทยมันต้องยืดเรื่องดิ) ผมโทรเพื่อนผมกลุ่มนี้จริงๆครับ แต่วันที่ผมโทรไปมันไปอยู่ที่เมืองทอง ซึ่งมันมีห้องเพื่อนอีกคนหนึ่งอยู่ครับ แล้วพวกมันก็ชวนผมไปค้างด้วยเพื่อไปเล่นไพ่จับหมูครับ(ใครเคยเล่นมั่งครับผมว่าเป็นไพ่ที่สนุกและแกล้งกันมันมากเลยครับ) ผมมองเวลาซึ่งเป็นเวลา2ทุ่มกว่า ผมเลยบอกว่าตกลงผมจะตามไปครับ ตอนนั้นบ้านผมอยู่ที่เสาชิงช้า ไปเมืองทองนั่งมิเตอร์ไป(ด้วยอารมณ์ที่เพิ่งอกหักและไม่อยากอยู่คนเดียวเลยไปครับ)

พอไปถึงแล้วมือถือเจ้ากรรมดันแบ็ตหมดครับเลยไม่รู้ว่าพวกเพื่อนๆอยู่ห้องไหนกันแล้วตึกไหนด้วย มันบอกแค่ว่าให้มาลงที่ตลาดในเมืองทองครับ ผมเลยต้องหาตู้โทรศัพท์อีกครั้ง(คุณผู้อ่านคงพอเดาออกแล้วนะครับว่าผมจะเจอกับอะไรครับ)ซึ่งตรงที่ผมไปมันมีอยู่ตู้หนึ่งครับ ซึ่งก็มีผู้หญิงคนหนึ่งใช้อยู่ครับ(ผู้หญิงหรือผู้ชายไม่แน่ใจเหมือนเดิมครับ) ผมก็เลยยืนรอเค้าแป๊ปหนึ่งครับ พักหนึ่งเค้าก็ออกจากตู้มาครับ คราวนี้ยื่นหูโทรศัพท์มาให้บอกว่าเงินเหลือครับ ผมเลยขอบคุณเค้าแล้วเข้าไปโทรหาเพื่อน สายตาผมไปเห็นว่าเงินเค้าเหลืออยู่ 8 บาทครับ(ในใจคิดถึงตอนนั้นที่เราทำแบบนี้เมื่อสมัยเรียนสวนกุหลาบแต่จำได้ว่า4บาท ผลของกรรมดีก็คืนให้แบบทวีคูณครับเป็น 8บาท)ผมโทรหาเพื่อนเรียบร้อยแล้วแต่ก็ยังมีเงินเหลือในตู้อยู่ 5บาทครับและบังเอิญว่ามีคนมาต่อผมอีก ผมก็เลยยืมหูโทรศัพท์ให้เค้าใช้ต่อครับเค้าจะได้ไม่ต้องเสียตังและไม่แน่คราวหน้าถ้าผมบังเอิญจะโทรหาคนอื่นด้วยตู้โทรศัพท์อีกผมอาจจะเจอกรรมดีของผมทวีคูณมาเป็น 10บาทก็ได้นะครับท่านผู้อ่าน(มันคงเป็นไปไม่ได้อะเพราะว่า10บาทพอว่างไปเสร็จแล้วก็คงมีเงินหล่นลงมาอะ ฮ่า)(ตอนนั้นเรื่องนี้ทำให้ผมยิ้มได้ทั้งวันเลยครับ กับความรู้สึกดีๆที่ไม่รู้จะบรรยายยังไงให้ฟังอะครับ) แล้วตอนนี้ผมนึกถึงเรื่องนี้อีกผมก็ยังหัวเราะเบาๆและยิ้มให้กับความรู้สึกดีๆที่เคยสัมผัสในชีวิตของผมครับ(กรรมมันตามทันนะครับงั้นก็เร่งทำกรรมดีเยอะๆๆนะครับไม่แน่ชาตินี้อาจจะเห็นผม)

เรื่องที่2 เหตุการณ์นี้เพิ่งเกิดได้ไม่นานครับ ตอนนี้ผมกลับมาทำงานที่บ้านที่จังหวัดจันทบุรีแล้วครับ

แล้วคืนหนึ่งใน4ปีที่แล้วครับ ผมได้ไปทานข้าว(คนเดียวก็ยังไม่มีแฟนี่หว้าคนเดียวจริงๆๆ)แถวเจพีครับ(เจพีในที่จันนั้นมันก็เหมือนเป็นตลาดขายของ และก็อาจจะเรียกว่าเป็นถนนสายโลกีย์ก็ได้ครับ เพราะว่าถนนเส้นนั้นมีอ่าง อบ นวด อยู่2ที่ และมีคาราโอเกะอีกเพียบ ยังมีนวดแผนโบราณ อีกและใกล้ๆนั้นยังมีม่านรูดอีกหลายแห่ง)(คุณผู้อ่านสงสัยล่ะซิว่าไมผมถึงไปกินตรงนั้น คงคิดว่าผมต้องไปทำอะไรมาก่อนกินข้าวแน่ๆๆเลยใช่ไหมครับ ฮ่าๆๆๆๆๆ ไม่ใช่ครับผมเพิ่งกลับมาจากเต๊ะบอลครับแล้วทางนั้นเป็นทางผ่านผมเลยแวะมาทานข้าวครับ)ร้านที่ผมนั่งทานข้าวนั้น เป็นร้านขายอาหารตามสั่ง เป็นแผงลอยนะครับ ผมก็นั่งแล้วสั่งข้าวกระเพราะไก่ ไข่ดาว(อาหารที่อยู่ในจิตใต้สำนึกถ้าไม่คิดอะไรก็จะสั่งไอ้นี่แหละ) จานหนึ่งระหว่างที่ผมนั่งกินอยู่นั้นโต๊ะที่ถัดจากผมไปข้างหลังก็มีเสียงพูดคุยกัน ผมเลยหันไปใช้ปลายตามอง แล้วก็เห็นผู้ชายกะผู้หญิงแต่งชุดนักศึกษาคู่หนึ่ง(คาดว่าเป็นแฟนกัน)แล้วสิ่งที่เค้าคุยกันจับใจความได้ว่า เอาเงินมาไม่พอที่จะจ่ายค่าข้าว(แบบว่าทานกันเสร็จแล้วเพิ่งมาดูกระเป๋าอะ)ผู้ชายบอกผู้หญิงไปว่ามีอยู่30บาท เอง ส่วนผู้หญิงก็พยายามหาเหรียญในกระเป๋า(ได้ยินเสียงว่าหาเหรียญจริงๆนะ) สรุปมีอีก10บาทเห็นจะได้ทั้ง2คนเลยเครียดใหญ่เลย มานั่งคำนวณกันว่าขาดเท่าไหร่ สรุปค่าข้าวมันประมาน70 บาทได้เท่าที่ 2คนคำนวนนะแล้วก็นั่งคุยกันแบบว่าดูเหมือนว่าจะทะเลาะกันอะผู้หญิงหาว่าผู้ชายไมไม่ดูเงินก่อนกินอะไรแบบนี้อะ แล้วทะเลาะกันอีกหลายอย่างจำไม่ได้$%^^^%%$$^%^%%%ทะเลาะกันรุนแรงมากเลยครับ เราก็ฟังมาตลอดตอนนั้นในตัวเรามี100บาท เราก็เลยหันไปหา2คนนั้น เราบอกว่าเอาเงินนี่ไปจ่ายก่อนแล้วกันนะเราให้เงินไป40บาทอะ ผู้ชายเลยถามว่าแล้วจะให้ผมไปคืนที่ไหน เราบอกว่าไม่เป็นไรหรอก ไว้ถ้าเจอกันอีกแล้วค่อยว่ากันแล้วกันเราตอบไปแบบไม่คิดอะไรอะ ถือว่าเราแค่ช่วยคนให้หายเครียดเท่านั้นเอง 2คนนั้นก็ขอบคุณเราใหญ่เลย แล้วไปจ่ายตังก่อนจะขี่มอไซด์ไปก็ยกมือไหว้เราอีกทีอะ(เราคิดว่าแค่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์แค่นี้ไม่เป้นไรอะอย่างน้อยก็ไม่ให้เค้า2คนทะเลาะกันในเรื่องไม่เป็นเรื่องและไม่ต้องไปขอร้งอแม่ค้าอีกอะว่าเดี๋ยวเอามาจ่ายอะ และที่สำคัญมันทำให้เรารู้สึกอิ่มเอบใจด้วยนะกะเรื่องนี้)

แล้วมาปีนี้เมื่อต้นปีนี้เอง เรา(ไปคนเดียวครับ)ไปทานข้าวแถวน้ำพุอะ(แถวนั้นตอนกลางคืนจะมีข้าวขายหลายร้านเหมือนกันซึ่งแถวนั้นมันก็เป็นละแวกบ้านผมครับ) ระหว่างที่นั่งทานอยู่นั้นก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาทักผมครับ(คุณผู้อ่านเดาออกแล้วใช่ไหมครับว่าใคร) ตอนแรกเข้ามาทักผม ผมจำไม่ได้ครับค่อยเลยมาเล่าให้ฟังเลยคิดออกว่าเค้าเป็นใครครับ แล้วเค้าก็บอกตัวเองว่าชื่อทัด แล้วขอโทษทีที่คราวนั้นไม่ได้แนะนำตัว(คงมัวแต่ตกใจอยู่แน่ๆๆ) เราเลยบอกไปว่าชื่อยศ ก็เลยมานั่งทานด้วยกันนะครับ ก็เลยถามหาผู้หญิงคนนั้น เค้าบอกว่าเลิกกันไปแล้วอะครับ เราก็เลยไม่กล้าถามเรื่องนี้อีก ตอนนี้เห็นเค้าบอกว่าทำงานอยู่กรุงเทพครับ แต่บังเอิญกลับมาเยี่ยมบ้านที่จัน เค้าก็ถามผมว่า

ทำไมคราวนั้นถึงให้เงินเค้าไปจ่ายค่าข้าวครับ ผมตอบไปว่าในใจผมคิดนั้น แค่เงินไม่กี่บาทเอง ถ้าช่วยได้ก็ต้องช่วยไปครับ ไม่คิดอะไร อย่างน้อยเงินไม่กี่บาทที่ผมให้นี่ก็ทำให้ปัญหาทุกอย่างจบไงครับ เค้าบอกว่าแปลกดีที่มีคนคิดอย่างนี้ ถ้าเป็นคนส่วนใหญ่นะ จะไม่กล้าเข้ามายุ่ง เราก็บอกว่างั้นเราก็เป็นคนส่วนน้อยดิ ก็คุยกันไปอีกนิดหน่อย แล้วก็กินเสร็จครับ พอเรียกเก็บตัง ทัดก็บอกเราว่าไม่ต้องเดี๋ยวเค้าจ่ายเอง เราเลยบอกว่าคนละครึ่งก็แล้วกัน เค้าไม่ยอมครับเค้าบอกว่าไม่ให้เกียรติกัน เราก็เลยยอมๆไป พอจ่ายตังแล้วเค้าก็ควักแบง100มาให้ผมแล้วบอกว่าใช้คืนพร้อมค่าดอกด้วยแล้วกัน

เราเลยบอกว่าไม่เอาให้เกียรติกันหน่อย และเราบอกว่าให้เก็บเงินนี้ไว้แล้วกันแล้วให้ระลึกถึงการเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ ไว้ถ้าเจอคนลำบากอีกถ้าพอช่วยได้ก็ช่วยไปนะ ทัดก็บอกว่างั้นก็ได้ครับ และเราบอกว่าเห็นไหมแค่นี้ก็ทำให้เราอิ่มเอิบใจขึ้นเพราะว่าอย่างน้อยก็ทำให้สังคมไทยที่เป็นส่วนน้อยนั้นเพิ่มมาอีก 1คนแล้ว(วันนั้นเราก็รู้สึกดีที่ได้รู้จักเพื่อนร่วมโลกเพิ่มอีก1คนนะ)(เห็นไหมครับคุณผู้อ่านถ้าคนเราทำกรรมดีนะไม่ว่าอย่างไรกรรมดนั้นก็จะย้อมกลับมาหาเราครับ มันก็คงเหมือนกรรมเลวด้วยนะครับ)

แล้วคุณผู้อ่านครับ ผมอยากจะบอกว่าในสังคมเราทุกวันนี้มันแย่ๆหลายๆอย่างแล้วนะครับ เพราะว่าการที่เราไม่ยอมให้อภัยกัน อย่างลืมนะครับบางอย่างที่เราไม่ให้อภัยกันนั้น มันอาจจะเป็นแค่เพียงเล็กน้อยเองก็เหมือนกับเงิน40บาทอะครับ ลองคิดดูดีๆๆนะ บางทีต้องใช้คำว่า ขอได้ไหมครับ คุณผู้อ่านที่ได้อ่านเรื่องของผมนะครับ ว่าถ้าเจออะไรที่ไม่ดี ก็ลองคิดดูนะครับว่าเป็นแค่เพราะเงิน40บาทหรือเปล่าครับหรือว่าเจออะไรที่เราพอสามารถช่วยได้ ก็เข้าไปช่วยเลยครับ คนดีสังคมดีชาติดีโลกดี แล้วทุกสิ่งก้มีแต่ความสงบครับ

Comment

Comment:

Tweet

ดีจังอ่ะเห็นด้วยมากๆกับการทำความดีถึงจะเป็นการทำความดีเพียงเล็กน้อยแต่อย่างน้อยก็ทำให้เราสุขใจนะ

#2 By FonKa (124.157.226.187) on 2007-07-31 17:00

อืมมม ดีจังอ่านแล้ว เพิ่งรู้ว่ามีคนคิดเหมือนเราอีกคน อิอิ ทำแต่สิ่งดีๆ แม้ไม่มีคนเห็น แต่ตัวเราเองก็จะรู้สึกได้เอง ทำดีเสมอ แล้วจะมีแต่สิ่งดีๆเข้ามาเสมอ อิอิ เราเคยคืนเงินให้พนักงานที่แลกบัตรศูนย์อาหาร เขาก็งงๆ พอนึกได้ ขอบคุณใหญ่เลย .... ขอเล่าแบบย่อๆ (เล่ายาวแบบสหายไม่เป็นอ่ะ 555) .. ตอนแลกบัตรในศูนย์อาหาร พนักงานเขาให้มาติดกัน 2 ใบ ตอนเอามาแลกคืน ก็เลยเอาเงินคืนเขาไป เขากำลังหาว่าเงินเขาขาดไป 100 บาทน่ะ แลกไป 100 บาท ได้คืนมา 120 บาทอ่ะ

#1 By สหาย (125.24.21.113) on 2007-07-30 21:41