สำหรับผมแล้วหนังแต่ละเรื่องคือ postcard 1 ใบ ไม่ใช่หนังสือ 1 เล่ม

คงมิต้องนิยามความให้เสียเวลาแล้วสำหรับผู้กำกับออเตอร์ (Autuer) ชาวฮ่องกงผู้นี้ (ความจริงหว่องเกิดที่เซี่ยงไฮ้แต่ต้องจากบ้านเกิดมาอยู่ที่ฮ่องกง) ว่าเขามีอิทธิพลต่อวงการหนังเอเชียและโลกถึงขนาดไหน (ล่าสุดเขาได้รับรางวัล Award of Recognition จากงาน Bangkok International Film Festival 2005 ในฐานะบุคคลผู้มีคุณปการต่อวงการภาพยนตร์เอเชีย)

คำถามที่ผมเบื่อที่สุดก็คือ หนังของคุณมันเกี่ยวกับอะไรหรือ ถ้าผมเล่าเรื่องได้ดีขนาดนั้น ผมจะมาทำหนังทำไมเล่า !!"

หนังของหว่องกาไวมีเสน่ห์ชวนฝันว่าด้วย ความเหงา ความเปล่าเปลี่ยว ความทรงจำ และ การดำรงอยู่ด้วยความแปลกแยก และเราจะพบว่าหนังของเขาทุกเรื่องของเขามีความเชื่อมโยงกัน (ดังที่เขาว่ามันเป็น postcard 1 ใบ) ในความเหงานั้นมีอะไรที่ทำให้ผู้คนหลงใหลได้ขนาดนั้น?

คงปฏิเสธมิได้ว่ามนุษย์เรามีความเป็น มาโซคิสต์ อยู่ในตัว (ดังเช่นเรื่อง Ichi The Killer บอกไว้ People are inclined to either sadism or masochism but mostly they've got both in them) กล่าวคือเราชอบดูหนังเศร้าซ้ำเติมตัวเราเอง ดูแล้วร้องไห้ ร้องไห้ด้วยน้ำตา ให้น้ำตาไหลรินออก เพื่อให้ความเศร้าจางหายไป แต่หนังหว่องกาไวไม่ใช่หนังเศร้าฟูมฟาย หากเป็นหนังเหงาๆที่มีสิ่งแฝงเร้นซ่อนลึกอยู่ภายใน

ความเหงาอาจจะเป็นด้านตรงข้ามของความรัก ความรักเป็นแรงบันดาลใจ เป็นพลังชีวิตของมวลมนุษย์ แต่ในมุมกลับแล้วความเหงานั้นสำหรับบางคนมันน่าหลงใหล น่ารื่นรมย์กว่าความรักมากนัก !! ความเหงาจึงเป็นแรงผลักดันของชีวิต ให้เรามีพลังที่ทำอะไรหลายสิ่งหลายอย่าง โดยเฉพาะการไขว่ค้า ค้นหา ค้นหาความรัก

ดังนั้นความรักและความเหงาจึงเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่คู่กัน มิใช่ภาคตรงข้าม

เช่นเดียวกันเหตุการณ์และเรื่องราวในหนังของหว่องกาไวก็มิใช่ภาคตรงข้าม หากแต่เป็นเรื่องราวที่ดูจริงเป็นที่สุดที่จะเกิดขึ้นกับเหล่าตัวละคร (มนุษย์) ในภาพยนตร์ (โลก)

พวกเราจึงพร้อมใจกัน ค้นหา หนังของหว่องกาไว ด้วยแรงบันดาลใจแห่ง ความเหงา นั่นเอง

แด่หัวใจทุกดวงที่หงอยเหงาและเฝ้าคอย

"การที่รักแล้วต้องเจ็บปวด และบาดแผลจากความรักที่ไม่มียาใดรักษาได้ แม้แต่เวลาที่ว่ารักษาได้ทุกอย่าง หัวใจที่แตกสลายก็ยังเป็นข้อยกเว้น"

------------------------------

Wong Kar Wais Filmography
As Tears Go By (1988)
Days of Being Wild (1991)
Ashes of Time (1994)
Chungking Express (1994)
Fallen Angels (1995)
Happy Together (1997)
In the Mood for Love (2000)
2046 (2004)
Eros: The Hand (2004)
The Lady from Shanghai (2005) (announced)

------------------------------

หมายเหตุ
**อ่านเรื่องของหว่องกาไวและโลกของเขาได้ใน
- หนังสือ เดียวดายอย่างโรแมนติก โลกของหว่องกาไว (นิตยสาร Bioscope)
- จอมยุทธจับฉ่าย โดย นรา
- ลมตะวันออก โดย สิทธิรักษ์ ตุลาพิทักษ์
- บทความเกี่ยวกับ หว่องกาไว ใน CINEMAG ฉบับพิเศษ Bangkok Film Destival 2001 - Rise of Asain Movies (หน้าปกนางเอกจากเรื่อง What time is it there?) หน้า 52-55 โดย อุทิศ เหมะมูล

**อ่านข่าวและดูรูปงานกินรีทองคำ ที่หว่องกาไวได้รับรางวัลได้ที่
http://www.manager.co.th/entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9480000010148







Ashes of Time (1994)

I thought I was the winner, until one day I looked into the mirror and saw the face of a loser. I failed to have the person I loved most to be with me in my best years. How wonderful it would be if we could forget the past...

The harder you try to forget something, the more it will stick in your memory. Once I heard someone say that if you have to lose something, the best way to keep it is to keep it is to keep it in your memory.





Chunking Express (1994)

At the high point of our intimacy, we were just 0.01cm from each other. I knew nothing about her. Six hours later, she fell in love with another man.

A woman says 'Happy Birthday' to me on May 1, 1994. Because of this, I remember this woman. If memory could be canned, I hope this one will never expire. If an expiry date must be added onto it, let it be 10,000 years.

If my memory of her has an expiration date, let it be 10,000 years...

I go jogging. The body loses water when you jog, so you have none left for tears

"ผมคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีวันหมดอายุ ไม่เว้นแต่ความรัก แต่สำหรับความทรงจำ ผมไม่อยากให้มันมีวันนั้น
หากความทรงจำที่ผมมีต่อเธอต้องมีหมดอายุ ก็ขอให้มันเป็นหมื่นปี"




Fallen Angels (1995)

การที่คนเรามีความทุกข์ก็เพราะมีความทรงจำดีเกินไป

The best thing about my profession is that there's no need to make any decision. Who's to die... when... where... it's all been planned by others. I'm a lazy person. I like people to arrange things for me. That's why I need a partner.

When I am about to leave, I ask him to take me home. I haven't ridden on a motorbike for a long time. Actually, I haven't been so close with a man for awhile. The road isn't that long, and I know that I'll be getting off soon, but I'm feeling such warmth this very moment.

They say that love can change a man. I start to find myself looking better and more charming, and suddenly I discover that I'm turning blonde.

I look at the tape over and over again...Watching dad cook again in the kitchen, I feel very happy. I'll never taste his steaks again, but I'll never forget the taste of those steaks.

ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนร้านค้า ที่เปิดประตูให้เธอเข้ามาโดยไม่รู้ว่าเธอจะนานแค่ไหน รู้แต่ว่ายิ่งนานก็ยิ่งดี




Happy Together (1997)

วงจรความรักของ Happy Together
ถ้าเราแบ่งวงจรของ ความรัก ของเป็นช่วงๆ 7 ช่วง ดังนี้
แรกพบ > ใกล้ชิด > งอกงาม > รักใคร่ > สุขงอม > อิ่มตัว > แยกทาง

จะเห็นว่า 3 ช่วงหลัง (สุขงอม > อิ่มตัว > แยกทาง) หนังถ่ายทอดให้เห็นผ่านคู่ของ ไหลเยิวฟา (เหลียงเฉาเหว่ย ) กับเหอเป่าหวัง (เลสลี่ จาง)

ส่วน 3 ช่วงแรก (แรกพบ > ใกล้ชิด > งอกงาม) หนังถ่ายทอดผ่านคู่ของ ไหลเยิวฟากับจาง (จางเจิ้น) นั่นเอง (นี่คงเป็นคำตอบว่า หลังจากถ่ายทำเสร็จรอบแรก หว่องกาไวพบว่าตัวหนังไม่สมบูรณ์ ตัวละครที่เป็นตัวเติมเต็มของหนังคือ จาง หว่องจึงเรียกจางเจิ้นมารับบทนี้ นั่นคือ การเติมวงจรความรัก 3 ช่วงแรกเข้าไปในหนังนั่นเอง)

จะเห็นได้ว่าหนังเล่าถึง วงจร 3 ช่วงหลัง ก่อน แล้วจึงเล่าถึง วงจร 3 ช่วงแรก

อย่างไรก็ตามทั้ง 2 วงจร ก็ไม่มีคู่ใดไปถึงช่วงที่ 4 คือ รักใคร่ ได้เลย (ไหลเยิวฟากับเหอเป่าหวังเลิกกัน แม้จะมาร่วมกันใหม่ แต่ก็ต้องแยกจากกัน ส่วนไหลเยิวฟากับจางก็ไม่ไปถึงจุดนั้น ทั้งสองต้องแยกไปตามทางของตัวเองซะก่อน โดยไหลเยิวฟาไปที่น้ำตาอีกัวซู ส่วนจางไป ณ สุดขอบโลก)

จึงยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าชื่อหนัง Happy Together ช่างเป็นปฏิภาคกับตัวหนังเสียเหลือเกิน...

เห็นชื่อหนัง หรือได้ยินเพลง Happy Together ทีไรผมก็รู้สึกขมขื่นในใจ

"Imagine me and you, I do
I think about you day and night, it's only right
To think about the girl you love and hold her tight
So happy together"


**แนวคิดจากหนังสือเดียวดายอย่างโรแมนติก โลกของหว่องกไว ตอน Happy Together-ระหว่างการเริ่มต้นและการกล่าวอำลา โดย มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์

**โดยส่วนตัวแล้ว Happy Together เป็นหนังของหว่องกาไวที่ผมชอบมากที่สุด

--------------------------

หากคนเราไม่ไขว่คว้าก็ไม่เจ็บปวด

การเริ่มต้นใหม่หมายถึงการมุ่งหน้าไปสู่การแยกกันอีกครั้ง

หูสำคัญกว่าตา เพราะคุณแกล้งทำเป็นไม่เห็นความเศร้าได้ แต่คุณโกหกเสียงจากหัวใจไม่ได้




In The Mood For Love (2000)

กาลเวลาเปลี่ยน ยุคสมัยเปลี่ยน ผู้คนก็ย่อมแปรเปลี่ยนไป

"คนสมัยก่อนเวลาเขามีความลับสำคัญที่ไม่อยากให้ใครรู้
พวกเขาจะขึ้นไปบนภูเขา หาต้นไม้สักต้น...เจาะรูบนต้นไม้
และกระซิบบอกความลับทั้งหมดของตัวเองลงไป
เสร็จแล้วก็เอาดินเหนียวอุดไว้
ความลับของเขาจะอยู่ในนั้นตลอดกาล โดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้"

"That era has passed. Nothing that belonged to it exists anymore"
"เมื่อยุคสมัยนั้นได้ผ่านพ้น ไม่มีสิ่งใดในยุคนั้นจะคงอยู่สืบไปได้"

"He remembers these vanished years.
As though looking through a dusty window pane, the past is something he could see but not touch.
And everything he sees is blurred and indistinct."

"ชายผู้นั้นยังคงจดจำกาลเวลาที่สูญสลายหายไป เปรียบดั่งเพ่งพิศมองบานกระจกที่ปกคลุมด้วยฝุ่น
อดีตนั้นคือสิ่งมองเห็นได้ แต่มิอาจสัมผัส และสิ่งที่เขาเห็นนั้นมันช่างเลือนรางเหลือเกิน"
(ถอดความเป็นภาษาไทย โดย merveillesxx)




2046 (2004)

ความรักเป็นเรื่องของกาลเวลา จึงไร้ประโยชน์หากเราเจอคนที่ใช่เร็วหรือช้าเกินไป




บทส่งท้าย

จนถึงวันนี้หว่องกาไวได้ทำหนังออกมาแล้ว 8 เรื่อง ที่ทั้งหมดนั้นล้วนเชื่อมต่อและโยงใยกัน ไม่ว่าจะทางใดก็ทางหนึ่ง รวมถึงการต่อยอดสิ่งที่แล้วมาในเรื่องก่อนๆด้วย และสิ่งทุกสิ่งอย่างนั้นได้เดินมาถึงจุดสมบูรณ์ใน 2046 หนังที่คริสโตเฟอร์ ดอยล์กล่าวไว้ในวันเปิดตัวหนังที่เมืองไทยว่ามันคือ Compilation (การร้อยเรียง) และ Celebration (การเฉลิมฉลอง) สำหรับหว่องกาไว

คงไม่เกินจริงนักจะบอกหว่องกาไวได้สร้าง โลก ของเขาขึ้นมา โลกที่เหล่าผู้คนหลงใหล และบางคนก็ตัดสินใจที่จะจากโลกแห่งนั้นไปหลังจาก 2046 เพราะเขาเหล่านั้นต้องการความ เปลี่ยนแปลง

แต่สำหรับผม โลกใบนี้ยังคงน่าหลงใหล มันมีความหมายและความทรงจำต่อผมมากมาย
2046 กล่าวว่า ณ ที่แห่งนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจะไม่เปลี่ยนแปลง
ผมยังคงจะอยู่ใน โลกของหว่องกาไว ต่อไป
ฟังเสียงกระซิบความลับในรูต้นไม้ของเขาเหล่านั้น
และรอคอย หญิงผู้นั้น ที่จะมาจาก เซี่ยงไฮ้

ไม่ว่าจะนานเท่าใดก็ตาม

ภาคผนวก

Wong Kar Wai - หวังเจียเหว่ย
นิยามความเหงาและการแสวงหา
(จาก กรุงเทพธุรกิจ)

ชื่อของ หว่อง คาร์ ไว หรือ หวังเจียเหว่ย ในตอนนี้ คงคุ้นหูคอหนังบ้านเรา ไปแล้ว ผมไม่แน่ใจ ว่าตัวตนของเขา ในบ้านเรา เกิดจากกระแส ที่พี่เบิร์ด ธงไชยของเรา จะไปเล่นหนังให้เขา หรือเพราะรางวัล ผู้กำกับยอดเยี่ยม จากงานประกวดภาพยนตร์ เมืองคานส์ปี 97 (ทั้งที่ผลงานก่อนหน้านั้นหลายเรื่อง ก็ได้รางวัลไม่ใช่น้อย) ส่งผลให้บ้านเรา พูดถึงเขามากขึ้น และสุดท้าย ที่ผมคิดไปถึง ก็คือหนังของเขา ใช้ตัวแสดง ที่คอหนังบ้านเราชื่นชม หรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มจตุรเทพฮ่องกง เหลียงเฉาเหว่ย, เลสลี่จาง, จินเฉิงอู่, หลินชิงเสีย, จางม่านอวี้ ฯลฯ จึงทำให้ผลงานของเขา มาเกิดในบ้านเรา ง่ายขึ้น เพราะโดยส่วนตัวผม เชื่อว่า งานของหว่อง คาร์ ไว ในบ้านเรา เป็นงานเฉพาะที่เฉพาะกลุ่ม ผมหมายถึง คนที่ไปดูผลงานของเขา จากตัวหนังจริงๆ จะมีสักกี่คน เมื่อเทียบกับผู้คน ที่เข้าโรงภาพยนตร์ทั้งหมด

จากเด็กเซี่ยงไฮ้วัย 5 ขวบสู่เกาะฮ่องกงปี 1963 เริ่มอาชีพในวงการมายา ด้วยการเป็นผู้ช่วยฝ่ายสร้างหนัง ทางโทรทัศน์ของ TVB และหันเหไปเขียนบท จนผันตัวเอง มาเป็นผู้กำกับ ด้วยผลงาน 6 ก้าวย่างของเขา As Tears Go By (1988), Days of Being Wild (1991), Ashes of Time (1994), Chungking Express (1994), Fallen Angels (1996), Happy Together (1997) ถ้าเทียบงานของเขากับ จางอี้โหมว (Ju Dou), เทียนจวงจวง (The Blue Kite) หรือล่าสุด โจน เช็ง (Xiu Xiu: The Sent down Girl ) งานเขาอาจจะไม่สนองต่อ ความรู้สึก ที่มีต่อแผ่นดินใหญ่ ไม่กล่าวถึงความล้มเหลว ในระบบของประเทศ และก็ไม่ใช่หนังกำลังภายใน บู๊ล้างผลาญ อย่างของชอร์บราเธอร์ (เห็นจะมีแต่ As Tears Go By ที่ถือได้ว่า เป็นแอ็กชั่นโหด แบบลูกผู้ชาย เพียงเรื่องเดียวที่เขาทำ) แต่งานของเขา โดดเด่นขึ้นมา ท่ามกลางความแปลกแยก ของเนื้อหา หนังที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครทำ ในช่วงเวลาดังกล่าว

เขาหยิบยก และเจาะเน้นเรื่องราว ของผู้คนยุคปัจจุบัน ที่อยู่ด้วยความสับสน และเปลี่ยวเหงา ภาวะจิตใจ ที่ไร้การยึดเหนี่ยวและการค้นหาตัวตน ซึ่งดูจะเป็นแกน ของหนังทุกเรื่อง ของเขา และเป็นเรื่องของความรู้สึก ใกล้ตัวเราอย่างที่สุด

มานะ วงศ์ศิริศักดิ์ เคยเขียนไว้ใน เรื่องของคนนอกคอก ว่าคนทีมีความคิดนอกคอก จะเป็นคนที่มีอารมณ์และความรู้สึก ที่อ่อนไหวง่าย, เรียบง่าย รู้จักรวบสรุปความคิด, มีพลังในการทำงานเหลือเฟือ, วิสัยทัศน์กว้างไกล, รู้จักปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่ ให้แหวกแนวออกไป, ช่างฝัน มีจินตนาการกว้างไกล ซึ่งถ้าผลงาน บ่งบอกความเป็นตัวตน ของเจ้าของงาน งานของหว่อง คาร์ ไว ก็คงบ่งบอกถึง ความเป็นคนนอกคอก (ความคิดสร้างสรรค์ - คลื่นลูกใหม่) ของเขา เพราะในผลงานของเขา ผมพบสิ่งเหล่านี้ได้ ทั้งในรูปลักษณ์ของงานเอง และในตัวแสดงของเรื่อง

สิ่งที่ดำรงอยู่ ในความเป็นหนังของ หว่อง คาร์ ไว มีหลายสิ่ง ที่เห็นได้ชัด ซึ่งผมมองว่า เขาเจตนาให้เรา ตีความไปมากกว่าสิ่งที่เขานำเสนอ ทุกครั้งที่ได้ดูหนังของเขา ผมจะคิดถึงเหตุผล ของเหตุการณ์ และบรรยากาศ ที่เกิดขึ้น ว่ามันเพราะอะไร

เทคนิคต่างๆ ในตัวงานไม่ว่าจะเป็น handheld shooting, slow motion - stop motion, jump cut, skip frame ของผู้กำกับภาพคู่ใจ คริสโตเฟอร์ ดอยล์ ทำให้เราเห็นมุมมองของภาพ ที่มีความหมายมากขึ้น กว่ารูปแบบธรรมดา ทั่วไป

การดำเนินเรื่อง ที่ไม่เน้นเล่าเรื่อง ตามแบบแผน ใช้เสียงบรรยายตัวละคร เป็นการสรุปเหตุการณ์ เพื่อที่จะบอกให้ทราบถึง สิ่งที่ตัวละครคิด เพราะบางทีความคิด ก็มีความหมาย มากกว่าการกระทำ ของตัวละคร

ตัวละครที่เป็นเอกเทศน์ แต่ก็ใช้บรรยากาศร่วมกัน เห็นได้ชัดใน Chungking Express และ Fallen Angels ซึ่งเรื่องราวถูกแบ่งเป็น 2 ตอน แต่ก็มีบรรยากาศร่วมกัน โดยเราอาจมองว่า เขาต้องการบอกถึง ความเป็นอยู่ในยุคที่ผู้คน ต่างแปลกแยก แม้จะอยู่บนภาวะเดียวกัน

เพลงประกอบส่วนใหญ่ ที่เป็นยุค 70 เสริมกับดนตรีที่แต่งใหม่ เช่น California Dreaming ใน Chungking Express ในเนื้อหาและท่วงทำนอง คงบ่งบอกถึงความรู้สึก ได้อยู่แล้ว และมันก็คือเอกลักษณ์ของเขา ที่ยังคงนำเสนอเรื่องราว บนความรู้สึกง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน

บรรยากาศของหนัง ซึ่งถูกนำมาใช้ ในการสื่อความหมาย อยู่เสมอ ฤดูร้อนที่เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ ( ความกดดัน และบีบคั้น ) ฝนและค่ำคืนที่เยือกเย็น ( หดหู่เปลี่ยวเหงา ) แสงสีฉูดฉาดสดใส ( ความสับสน ) โทรทัศน์และวิทยุ ที่ถูกเปิดขึ้นทั้งที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่เพียงเพื่อบ่งบอกถึงความมีชีวิต เรื่อยมาถึงฉากความสับสนในเมือง ผู้คนที่มากมาย ไหล่ที่ถูกเบียดเสียด แต่ไม่มีคนที่เรารู้จัก จนสุดท้าย ก็ต้องมาใช้เวลากับตัวเอง

แม้แต่บรรยากาศการรอโทรศัพท์ หรือเพจเจอร์ ที่ไม่เคยดังมาก่อน ก็ให้ความรู้สึก ที่ต่างกันออกไปได้ไกล หลิวเต๋อหัวใน Days of Being Wild รอคอยวันที่โทรศัพท์ดัง แต่วันที่มันดัง เขาก็ไม่อยู่ตรงนั้นอีกแล้ว แต่กับจินเฉิงอู่ใน Chungking Express ที่เลิกหวังว่าเพจเจอร์จะดัง แต่แล้ววันหนึ่ง มันก็ดังขึ้น มันทำให้พบว่า บางสิ่งที่ค้นหา บางครั้งก็เดินมาถึง อย่างไม่น่าเชื่อ

การจบของหนัง ที่เหมือนไม่ได้จบ ( แสดงภาพชีวิตปกติ ที่ยังคงดำเนินกันต่อไป ของโลก ) ซึ่งอาจบอกเราว่า การไปไม่ถึงคำตอบสุดท้าย อาจจะสร้างความรู้สึก ให้กับเรา งดงามกว่าบทจบ ที่ชัดเจน และบ่อยครั้ง ที่หนังสื่อให้เราเห็นว่า การไม่รู้คำตอบ บางทีก็ดีกว่า การได้รับรู้ อย่างเลสลี่จางใน Days of Being Wild ที่สุดท้าย คำตอบที่เขาต้องการ มันเป็นเพียง ความว่างเปล่า เท่านั้นที่สัมผัสได้

ปมปัญหาความขัดแย้ง ในใจตนเองของตัวแสดง เหลียงเจียฮุย และจางเซียะโหย่วใน Ashes of Time ผู้หวังจะสร้างชื่อ และยอมทิ้ง ความผูกพันธ์ที่มี แต่สุดท้าย ก็จมอยู่กับความเสียใจ ในอดีต และตัวบทของหนัง ก็พิสูจน์ว่า การรักใครสักคน ไม่ใช่เรื่องยาก แต่จะอยู่กับความรัก ที่มีก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เช่นกัน

นอกจากความขัดแย้งในใจ หนังหลายเรื่องของเขา ก็ยังนำเสนอความขัดแย้ง ที่เกิดกับบุคคลรอบข้าง และเป็นความขัดแย้ง ที่สร้างความรู้สึกกับคนดูไม่น้อย หนุ่มใบ้จินเฉิงอู่ กับพ่อที่ไม่เคยพูดคุยกัน ใน Fallen Angels หรือความสัมพันธ์ของเหลียงเฉาเหว่ย กับพ่อที่ไม่เคยลงรอย และความสัมพันธ์ของเขา กับเลสลีจาง ที่ค่อนข้างซับซ้อน ไปมาใน Happy Together

เครื่องบินและนก เอกลักษณ์แห่งการค้นหา ทุกตัวแสดง ในหนังของเขา ล้วนมีสิ่งแสวงหา อย่างน้อยที่สุด ที่พวกเขาต้องการ ก็คือใครสักคน ซึ่งทั้งสองสิ่ง ถูกนำมาใช้ เป็นทั้งสัญลักษณ์ และพาหนะ ในการเดินทาง เพื่อค้นหา แต่ใครสักคนของแต่ละตัวแสดง ที่ต้องการนั้น แตกต่างกันไป

จางม่านอวี้ ต้องการผู้ชายสักคน ที่ให้ความมั่นคง ในชีวิตแก่เธอได้ เลสลี่จาง แสวงหาแม่ผู้เป็นรากเหง้า ของเขา ใน Days of Being Wild หรือแม่แต่ใครสักคนที่สามารถพูดคุย ในค่ำคืนที่แสนเหงา ของจินเฉินอู่ ใน Chungking Express และการไล่ตามหาฝัน ของแต่ละคน ที่ต่างกันไป เฟย์ที่ดั้งด้น ไปตามหาฝันถึง แคลิฟอร์เนีย เพียงเพื่อกลับมาเอาคำตอบ ณ ที่เดิม ใน Chungking Express และหลายคน ก็ต้องแลกฝัน ด้วยทุกสิ่งที่มี อย่างหลิวเต๋อหัว และจางเซียะโหย่วใน As Tears Go By แต่กับบางคน เป้าหมายที่ฝันถึง ก็เป็นเพียงสิ่ง ที่สัมผัสไม่ได้ หลิวเต๋อหัว ที่อยาก เป็นกะลาสีเรือ ออกทะเล แต่ก็ยอมทนรอความฝัน พื่อดูแลแม่ที่ชรา ใน Days of Being Wild หรือแม้แต่เสียงสะอื้นไห้ จากเทปของเหลียงเฉาเหว่ย ที่ถูกเปิดปลายสุดขอบทวีป กับเลสลี่จาง ที่ค้นหาไม่เจอและไปไม่ถึง ในสิ่งที่แสวงหาใน Happy Together

สิ่งเหล่านี้หว่อง คาร์ ไว สร้างให้เราได้สัมผัส อย่างลึกซึ้งในความรู้สึก เพราะโลกของความรู้สึก มันอธิบายได้ยากกว่าโลกของเหตุผล ทั้งที่ความรู้สึกมักจะมาก่อนเหตุผลเสมอ

โลกที่หว่อง คาร์ ไว สร้าง ถึงแม้จะมีแต่การการแสวงหา และความเหงา แต่สิ่งเหล่านี้ ก็ไม่เคยจางหาย ไปจากโลกที่เราอยู่ และนับวันเรายิ่งจะพบเจอมัน มากขึ้น หลายคนต้องปิดฉากตัวเอง ด้วยความเหงา เพราะค้นไม่พบ และหาไม่เจอ...

สิทธิรักษ์ ตุลาพิทักษ์ เขียนไว้ใน ลมตะวันออก ได้อย่างน่าประทับใจว่า "...การนั่งจ้องจอทีวี ตลอดคืน... บ่งบอกวันเวลาที่ผ่านไป แต่ละนาที มีแต่ความเงียบ ขณะที่เบื้องล่าง เต็มไปด้วยผู้คน และความสับสนวุ่นวาย บนท้องถนน ชีวิตในเมืองใหญ่ บางทีเพื่อนร่วมเตียง อาจหาได้ไม่ยาก แต่คนที่จะนั่งพูดคุย และรับรู้ความในใจของกัน และกัน อาจจะหาไม่ได้เลย "

ถึงอริสโตเติลกล่าวไว้ว่า " มนุษย์เป็นสัตว์สังคม " แต่มาถึงวันนี้ วันที่ประชากรโลก 6000 ล้านคน ก็คงไม่แปลก ที่ผู้คนที่เดินสวนกับเรา จะไม่มีคนที่เรารู้จัก ไม่มีคนที่พูดคุยได้ ในคืนที่ต้องใช้เวลา กับตัวเอง โทรทัศน์และวิทยุ จึงเป็นเพื่อนที่ดีเสมอ ในคืนเช่นนั้น และหนังของหว่อง คาร์ ไว
ก็คงบอกเรา ในสิ่งนั้นเช่นกัน

เดียวดายฯกับหว่องกาไว
STILLWATER
วิจารณ์บันเทิง
http://www.bangkokbiznews.com/jud/sat/20041203/news.php?news=column_15790772.html

หวังเจียเหว่ยนี่ ฮอลลีวู้ดเอาสเต็กมาล่อมันหลายครั้ง แต่หมอนี่ไม่สน คือแกติดใจจะกินหมั่นโถว อย่างเดียว หมอนี่ไม่อยากเป็นจอห์นวู 2 แต่อยากเป็นประเภทนักฆ่าตาชั้นเดียว ผู้หวงแหนจิตวิญญาณแห่งโพ้นทะเล มองโลกผ่านม่านไม้ไผ่แลม่านไหมใยหมอก

เป็นคำกล่าวของนักวิจารณ์หนังมีชื่อ สิทธิรักษ์ ตุลาพิทักษ์ ผ่านปลายปากกาของ วรพจน์ (เหล้านั้ง, วรพจน์ ประพนธ์พันธุ์, 2547.หน้า 28) และตามด้วยเรื่องเล่าของวรพจน์เอง

ผมรับรู้ต่อมาจากสาวจุ๋ม ผู้ประสานงานฝ่ายไทยว่า หวังเจียเหว่ยทำงานไม่มีสคริปท์ ทุกคนในกองถ่ายไม่มีใครรู้ว่า เมื่อถ่ายฉากที่ร้านจบแล้วจะต้องถอนยวงไปถ่ายต่อที่ขั้วโลกไหน

ทุกอย่างอยู่ในหัวอีคนเดียว คนอื่นไม่มีใครรู้มันเป็นหนังอาร์ตนะพี่ เซอร์ๆ แบบนั้นแหละ หนูดูไม่รู้เรื่องหรอก พี่ก็คงดูไม่รู้เรื่องเหมือนกัน

อ้าว!! เป็นงั้นไป

นั้นเป็นข้อความบางส่วนที่กล่าวถึงผู้กำกับหน้าตี๋ภายใต้แว่นดำ ขณะมาถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง 2046 ในเมืองไทยเมื่อ 2 ปีก่อนที่ร้านโอลด์เล้งของนักเขียนเจ้าบู๊ลิ้ม วรพจน์ ประพนธ์พันธุ์ ส่วนนามของผู้กำกับคนดังกล่าวคือ หวังเจียเหว่ย (ในสำเนียงแมนดาริน หรือหว่องกาไวในสำเนียงกวางตุ้ง) เจ้าของลายเซ็นที่ถูกจัดว่าอยู่ในหมวดของผู้สร้างงานแบบ auteur

auteur ศัพท์คำนี้ผม (ผู้ไม่มีพื้นฐานการเรียนด้านภาพยนตร์มาก่อน) พบครั้งแรกในพอคเก็ตบุ๊ค พิพากษานอกศาล ของ อ.กฤษดา เกิดดี (2541) ที่ได้กล่าวถึง นักวิจารณ์ภาพยนตร์ออเทอร์ ( Auteur Film Critic) หรือ นักวิจารณ์ที่บูชาผู้กำกับภาพยนตร์เป็นสำคัญ โดยยึดหลักที่ว่า ผู้กำกับภาพยนตร์มีบทบาทสำคัญที่สุดในการสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งจะอิงการค้นหาบุคลิกภาพตัวตนของผู้กำกับที่ปรากฏในหนัง ต้องศึกษาประวัติภูมิหลังในอดีต เพื่อเชื่อมโยงกับผลงานที่ออกมา ทั้งพิจารณาถึงความโดดเด่นในด้านการนำเสนอที่อาจรวมถึงการศึกษาตามแนวจิตวิเคราะห์ เพื่ออธิบายผลงานแต่ละชิ้นของผู้กำกับคนนั้น

ถัดมาผมได้ยินคำว่า auteur อีกครั้งในการอบรมการวิจารณ์ภาพยนตร์ที่นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อปีที่แล้ว จากการบรรยายของ อ.มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ กล่าวว่าคำนี้เกิดในช่วง French new wave (1959) มาจากคำว่า Politique des auteurs ซึ่งหมายถึงผู้กำกับมีอำนาจสิทธิขาดในกองถ่ายทำเพียงผู้เดียว และขยายความในแนวทางการวิจารณ์หนังออเทอร์ว่า ผู้กำกับนั้นๆ ควรมีผลงาน 3-5 ชิ้นขึ้นไป โดยให้ดูเป็นหมวดหมู่แล้วจึงมองภาพสะท้อนที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งได้ยกตัวอย่างหนังของท่านมุ้ยของไทย ดังนี้

- หนังของท่านมุ้ย มักมีผู้หญิงที่ใช้เสน่ห์เพื่อหวังประโยชน์ (ในอุกาฟ้าเหลือง,น้องเมีย) ทะเยอทะยาน (แบบท้าวศรีสุดาจันทร์ในสุริโยไท) โดยมักมีผู้มากระตุ้น เช่น แม่ย่ามากระตุ้นท้าวศรีสุดาจันทร์ เช่นเดียวกับมีแมวมองดารามากระตุ้นภัสสรในหนังน้องเมีย

- บทบาทของแท็กซี่ที่เข้ามาหาอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม (ในน้องเมีย) เมื่อเทียบกับ ทองพูน โคกโพ แท็กซี่คนซื่อ

- ในอุกาฟ้าเหลืองมีผู้หญิงชื่อดอกไม้หรือ:-) และในสาละวินลูกสาวสรพงศ์ชื่อดอกอ้อ เป็นต้น

ย้อนกลับมาที่เรื่องของ หว่องกาไว ที่กำลังมีผลงานใหม่อย่าง 2046 ที่บุกไปเปิดตัวที่เทศกาลหนังต่างๆ มาแล้ว และในกระแสอินเทรนด์นี้ได้มีพอคเก็ตบุ๊คเกี่ยวกับภาพยนตร์ที่ได้รวบรวมบทความผลงานหนังของ หว่องกาไว มาไว้ในชื่อ เดียวดายอย่างโรแมนติก: โลกของหว่องกาไว ของสำนักพิมพ์ Bioscope

ส่วนหนึ่งนำมาจากงานเก่าจากหนังสือ เดียวดายอย่างโรแมนติก ของสุทธากร สันติธวัช และมโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ ที่ได้วิเคราะห์หนังเรื่องสำคัญๆ ของหว่องกาไวเอาไว้เมื่อพฤษาคม 2542 และอีกส่วนหนึ่งนั้นทีมงาน Bioscope ได้เพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังเรื่องล่าสุดและส่วนโลกของหว่องกาไว ที่กล่าวถึงพลพรรคทีมงานของเขาอย่าง คริสโตเฟอร์ ดอยล์ กับ วิลเลี่ยม จาง พร้อมทั้งเหล่าดาราขาประจำ อย่าง เลสลี่ จาง, เหลียงเฉาเหว่ย ,จางมั่นอวี้ มารวมไว้ด้วยกัน

พอคเก็ตบุ๊คเล่มนี้เล่าเรื่องตั้งแต่หนังเรื่องแรกในฐานะผู้กำกับของหว่องกาไว As Tears Go By หนังบู๊สไตล์เจ้าพ่อฮ่องกงธรรมดาที่ไปไกลจนเวทีคานส์เหลือบตามอง ต่อด้วย Days of Being Wild ที่สร้างความแปลกใหม่และมึนงงไปพร้อมๆ กัน ตามติดด้วยงานสร้างชื่อในวงกว้างอย่าง Chungking Express งานคั่นเวลาที่ได้ผลเกินคาดหมายทั้งเงินทั้งชื่อเสียง

ส่วนงานที่ทุ่มเทอย่าง Ashes of Time เริ่มสร้างคำถามในหนังกำลังภายในสไตล์แปลกใหม่ จนกลับมาสู่หนังโลกอาชญากรรมฮ่องกงปัจจุบันอีกครั้งในหนังชื่อไทยสุดเก๋ นักฆ่าตาชั้นเดียว Fallen Angels แล้วจึงไปขย่มรางวัลบนเวทีหนังเทศกาลอีกครั้งกับหนังเกย์ร้อนแรงปนเหงาใน Happy together ทิ้งท้ายด้วยหนังชู้รักสุดเฉียบจนใครๆ รู้จักชื่อเขาดียิ่งขึ้นกับ In the Mood for Love และงานล่าสุด 2046 ที่แค่ได้เห็นตัวอย่างหรือเรื่องย่อทำให้ใครหลายคนต้องนึกย้อนไปถึงหนังเรื่องเก่าๆ ของเขา

คงไม่มีใครปฏิเสธถึงความแตกต่างหนังของหว่องกาไวกับผู้กำกับคนอื่นๆ ซึ่งมักจะมีคุณสมบัติลักษณะตัวละครสุดเหงาที่โดดเด่นเฉพาะตัว ดังนี้ ชายหนุ่มที่ติดอยู่กับอดีต เช่น ยกไจ๋ (เลสลี่ จาง/ Days of Being Wild) เหอจื้ออู่ (ทาเคชิ คาเนะชิโระ) กับ 633 (เหลียงเฉาเหว่ย/ Chungking Express)

หญิงสาวที่มีอิทธิพลสูงสุดกับชีวิตผู้ชาย เช่น โซวไหล่เจิน (จางมั่นอวี้/ Days of Being Wild) เฟย์ (เฟย์ หว่อง) และเมย์ใน Chungking Express หญิงสาวที่ไขว่คว้าหาความรักจริง เช่น มี่มี่ หรือ ลูลู่ (หลิวเจียหลิง/ Days of Being Wild) มิเชล (หลี่เจียซิน) กับสาวผมบลอนด์ (ม่อเหวินเหว่ย) ใน Fallen Angels คนนอกกฎระเบียบสังคมกับชีวิตอันอ้างว้าง เช่น ผู้หญิงผมทอง (หลินชิงเสีย/ Chungking Express) หวัง จื่อหมิง (หลี่หมิง/ Fallen Angels)

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ คำถามที่เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะหลายคนคงสุดฉงนกับบทบาทของเหลียงเฉาเหว่ย ในคราบของหนุ่มปริศนาในฉากจบของ Days of Being Wild หรือกับบทของโจวมู่หวัน หนุ่มนักหนังสือพิมพ์ผู้ถูกภรรยานอกใจ ใน In the Mood for Love และ บทโจวมู่หวันอีกครั้งของชายหนุ่มเจ้าสำราญผู้ไม่ยอมผูกพันกับสาวใดนานเกินหนึ่งคืนใน 2046 ที่ถือเป็นตัวละครปริศนาที่ชวนให้น่าค้นหาและติดตาม (เช่นเดียวกับจางมั่นอวี้ในบทของ โซวไหล่เจิน ของเรื่องข้างต้น)

เดียวดายอย่างโรแมนติก: โลกของหว่องกาไว เล่มนี้สามารถให้คำตอบชวนฉงนสนเท่ห์ทั้งหลาย ด้วยบทความวิเคราะห์อย่างเจาะลึกถึงแก่นด้วยอิงการวิจารณ์ภาพยนตร์แนวออเทอร์ ที่ไม่พบเห็นบ่อยนักในตลาดหนังสือหนังในปัจจุบัน (เพราะที่เคยผ่านตามาก็เห็นมี ตำนานระทึกขวัญ อัลเฟรด ฮิทช์ค็อค ของ อ.ประวิทย์ แต่งอักษร (2543) เมื่อหลายปีมาแล้ว) ถือว่าเป็นหนังสือดีๆ ที่ไม่ควรมองข้ามอีกเล่ม อย่างน้อยคำถามคาใจต่างๆ เกี่ยวกับหนังของผู้กำกับคนนี้อาจจะจางหายลงไปได้บ้าง

มีคำให้สัมภาษณ์ของพระเอก เหลียงเฉาเหว่ย ที่อ้างถึงตัวผู้กำกับคนดังผู้นี้ไว้อย่างน่าคิดว่า

กับหว่องกาไว คุณต้องไว้ใจเขา แล้วอะไรๆ ก็จะง่ายเอง แต่ถ้าคุณไม่ไว้ใจเขา นั่นแหละถึงคราวเละแน่ !

ร่วมระลึกเสียงกระซิบของ เขา และ เธอ ผู้อยู่ในโลกของหว่องกาไว

Days of Being Wild (1991)

ในชีวิตนี้ผมจะรักผู้หญิงอีกหลายคน ยังไม่ตายก็ไม่รู้หรอกว่าจะรักใครมากที่สุด

Sixteenth... April the sixteenth. At one minute before 3pm on April the sixteenth 1960, you're together with me. Because of you, I'll remember that one minute. From now on, we're friends for one minute. This a fact you can't deny. It's done.

I always thought one minute flies by. But sometimes it really lingers on. Once, a person pointed at his watch and said to me, that because of that minute, he'd always remember me. It was so charming listening to that. But now I look at my watch and tell myself that I have to forget this man starting this very minute.

I just want you to hate me. That way, at least you won't forget me

I didn't really think she'd call me. Passing that telephone booth every time, I would just hang around. It was possible that she had gone back to Macao. Naturally, she only wanted someone to talk with her for one night. Soon afterwards, my mother died and I went to the sea.

ผมเคยได้ยินเรื่องนกไร้ขา มันได้แต่บินและบิน เหนื่อยนักก็นอนในสายลม ในชีวิตจะลงดินก็เพียงครั้งเดียว เมื่อถึงวันตาย

ผมเคยคิดว่ามีนักชนิดหนึ่งที่ตั้งแต่เกิดมาก็ได้แต่บิน บินจนตาย ความจริงคือมันไม่เคยไปไหน มันตายแล้วตั้งแต่แรกแล้ว

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ผมชอบ chunging express ครับ
ช่วยเปลี่ยนสี ตัวหนังสือ หน่อยเหอะ สีแดง บนพื้นสีฟ้าเข้ม อ่านแล้วแสบตามากกกก ช่วยรักษาดวงตาผู้อาวุโสหน่อยนะ สหายเอ๋ย 5555

#2 By สหาย (125.24.28.68) on 2007-07-29 23:50

Very Nice Site! Thanx!
http://excellent-credit-card.blogspot.com

#3 By after bacruptcy (87.248.169.14) on 2008-08-14 14:17