Life is Beautiful (1997, Roberto Benigni) เล่าถึงชายคนหนึ่งนามว่า กุยโด ชายผู้เปี่ยมไปด้วยความร่าเริงสดใส ชายผู้มองโลกในแง่ดี ชายที่เปี่ยมล้นไปด้วยจินตนาการอันไม่สิ้นสุด ชายผู้ที่มักจะพูดจาทีเล่นทีจริงอยู่เสมอ ชายผู้ที่เรียกดอร่า-คนรักของเขาว่า เจ้าหญิง จนในที่สุดก็ได้แต่งงานกันและมีลูกชายนามว่า โจชัว จนเมื่อกาลล่วงเลยมาถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ชีวิตของชายผู้นี้ต้องถึงคราวเคราะห์เพียงเพราะว่าเขามีเชื้อสาย ยิว

เช่นเดียวกับหนังที่เล่าถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั่วๆไป หนังจึงมีการแสดงถึงความโหดร้ายจากภาวะสงคราม ท่ามกลางกระแสคลั่งลัทธิฟาสซิสต์ ผู้นำทางเผด็จการอย่างฮิตเลอร์, มุสโสลินี และนายพลโตโจกำลังเป็นใหญ่ มีการกวาดล้างชาวยิว (ว่ากันว่าฮิตเลอร์ทวีความเกลียดชังต่อคนยิวด้วยเหตุผลที่ว่าเขาติดโรคซิฟิลิสจากชาวยิว) ในหนัง-ร้านของคนยิวถูกคนเข้ามาอาละวาดทำลายข้าวของ, ม้าของคนยิวถูกสีขีดเขียนให้เลอะเทอะ, กุยโดและโจชัวถูกเกณฑ์ไปในค่ายกักกันชาวยิว ที่ผู้กำกับสร้างบรรยากาศของค่ายที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกอึดอัด ไม่ว่าจะเป็นการใช้โทนภาพที่ดูแห้งแล้ง ห้องนอนของคนยิวที่ดูสกปรกและมืดทึบ (แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับอีกฉากในงานเลี้ยงของพวกคนเยอรมันที่ดูหรูหรา) หรือการแสดงออกทางสีหน้าของคนในค่าย ไม่ว่าจะเป็นชาวยิวที่หน้าตาเหมือนคนไร้ซึ่งความหวัง พวกทหารเยอรมันที่ตีสีหน้าทมิงถึงอยู่ตลอดเวลา แม้แต่เด็กๆในค่ายที่ดูจะไม่มีความสุขนัก

ยกเว้นแต่เพียงคนเดียวที่แสดงสีหน้าชื่นบานได้ตลอดทั้งเรื่อง นั่นคือกุยโด

นี่จึงเป็นข้อแตกต่างของหนังเรื่องนี้จากเรื่องอื่นๆ เช่น The Pianist หรือ Salo The Pianist (2002, โรมัน โปลันสกี ได้รับรางวัลปาล์มทองคำจากคานส์ปี 2002) ใช้หนังแสดงความโหดร้ายของการกวาดล้างคนยิวกระแทกกระทั้นจิตใจคนดู ด้วยฉากจับคนยิวมาเรียงแถว แล้วยิงทิ้งทีละคน ส่วน Salo (1975, เปียร์ เปาโล ปาโซลินี่) ช็อคคนดูด้วยเรื่องราวของวัยรุ่นหนุ่มสาวที่ถูกชนชั้นขุนนางลัทธิฟาสซิสต์จับไปทรมานในคฤหาสน์ถึง 3 ครั้ง 3 ครา 3 วิธีการ (ผ่านวงเวียนแห่ง การเสพสังวาส อาจม และ เลือด) แต่ใน Life is Beautiful กุยโดกลับพูดกับลูกหน้าตาเฉยว่าสงครามมันเป็นเพียงแค่ เกม

ดังนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้แตกต่างจากเรื่องอื่นๆก็คือ การมองโลกในแง่ดี และการถ่ายทอดออกมาอย่าง งดงาม

กุยโดผูกเรื่องราวขึ้นมาว่าเขาและลูกถูกจับมาค่ายกักกันเพื่อเล่มเกมชิงรถถัง ผู้ใดทำคะแนนได้ถึงหนึ่งพันคะแนนก่อนจะได้มันไป บทภาพยนตร์แสดงความเฉลียวฉลาดด้วยการที่กุยโดต้องแก้สถานการณ์ต่างๆไปตลอดทั้งเรื่อง อีกนัยคือเขาต้อง สร้างเรื่อง หรือ โกหก ลูกชายของเขาเพิ่มขึ้นๆ ดังเช่นเมื่อโจชัวงอแงจะกลับบ้าน เขาก็ใช้กลที่ว่า คะแนน ของทั้งสองกำลังจะใกล้ถึง เป้าหมาย แล้ว จึงทำให้โจชัวยอม เล่นเกม ต่อ

นั่นคือหนังมุ่งเน้นให้กุยโดเป็น ผู้ดำเนินเกม ในเรื่อง กุยโดคือชายผู้ร่าเริง-มีอารมณ์ขัน-มองโลกในแง่ดี (เมืองที่กุยโดอยู่มีร้านเขียนป้ายว่า ห้ามคนยิวเข้า แต่หน้าร้านหนังสือของเขากลับเขียนว่า ร้านคนยิว) แต่บางเวลาหนังแสดงให้เห็นด้านที่ว่ากุยโดก็เป็นมนุษย์ธรรมดา ดังเช่นฉากที่กุยโดต้องแบกเหล็กที่ทั้งหนักทั้งร้อน เขาก็เอาแต่บ่นตลอดทาง (ถึงกระนั้นก็ยังเป็นการบ่นแบบเจืออารมณ์ขัน) และที่สำคัญกุยโดเป็นคนฉลาด ไม่ว่าจะเป็นการปั้นเสริมเติมแต่งเรื่องของเกมในค่ายกักกันให้โจชัวฟัง การที่เขาชอบเล่นถามตอบปัญหาเชาว์ หรือฉากที่เสนอตัวออกไปแปลประโยคที่ทหารเยอรมันพูด ที่เขาสามารถ โม้ ได้อย่างสดๆและสุดๆ

เหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นที่ส่งเสริมว่าหนึ่งในสารที่หนังอาจจะต้องการเสนอก็คือ ความฉลาดหลักแหลมของชาวยิว หลักฐานในทางรูปธรรมเราก็พบเห็นได้จริง อัลเบิร์ต ไอสไตน์คิดค้นทฤษฎีสัมพันธภาพ หรือผู้กำกับสตีเวน สปิลเบิร์กที่สามารถเนรมิตหนังได้หลากหลายแนวจนได้ฉายา พ่อมดแห่งฮอลลีวูด (ครั้งหนึ่งสปิลเบิร์กก็เคยทำหนังเกี่ยวกับการกวาดล้างยิวมาแล้วใน Schindler s List (1993) ซึ่งได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากออสการ์ไป)

อีกสารที่ผู้กำกับสอดแทรกเข้ามาในหนัง อย่างฉากในงานเลี้ยงที่มีการแสดงชุด ม้าเอธิโอเปีย นัยว่าต้องการเสียดสีระบบล่าอาณานิคม เพราะในสมัยนั้นอิตาลีได้เข้าไปยึดโอธิโอเปีย และจากนั้นก็รีบขโมยซีนด้วยการให้กุยโดขี่ม้าขาวมารับดอร่าพาหนีไปจากงานแต่งงาน ดังนั้นกุยโดจึงถือเป็นอัศวินขี่ม้าขาวตัวจริง

นอกจากจะมีการใช้สัญลักษณ์ (Symbolic) ในรูปของฉาก-บรรยากาศ หรือการแสดงทางสีหน้าแล้ว ยังมีการใช้ สี เป็นตัวขับเน้นเรื่องราวด้วย เช่น ในฉากที่ดอร่าตัดสินใจจะขึ้นรถที่พาชาวยิวไปค่ายกักกันเพื่อตามสามีและลูกของเธอไป ขณะนั้นเธอใส่ชุดสีแดง ที่ดูโดดเด่นมีสีสันและชีวิตชีวา ไม่เข้ากับบริเวณที่มีกลิ่นอายแห่งความสิ้นหวังแห่งนั้น นั่นคือการแสดงความแปลกแยก (alienation) ว่าดอร่าไม่ใช่คนยิว แต่ในที่สุดไม่ว่าจะเป็นชนชาติไหนเธอก็ยอมร่วมรับชะตากรรมและรับรู้ความทุกข์ยากไปพร้อมๆกับสามีและลูกด้วย (ภายหลังเธอจึงได้ใส่ชุดโทรมๆเหมือนคนยิว)

สีแดงยังถูกใช้ในฉากพรมแดงที่กุยโดปูให้ดอร่าเดินผ่านซึ่งใช้อารมณ์ในลักษณะโรแมนติกปนเหนือจริง (surreal) ที่ทำให้คนดูเกิดอารมณ์ร่วม ทั้งนี้สีแดงนั้นเป็นหนึ่งในสีที่มี พลังทางภาษาภาพยนตร์ มากที่สุดสีหนึ่ง ดังเห็นได้จาก In the mood for love (2000, หว่องกาไว) สีแดงถูกใช้อธิบายอารมณ์ของคนสองคนที่ตกอยู่ห้วงอารมณ์รัก, Hero (2002, จางอี้โหมว) สีแดงเป็นใช้เครื่องแต่งกาย สีของฉาก ในช่วงตอนที่มีอารมณ์รุนแรง เป็นไปด้วยความโกรธ-ความเกลียด-ราคะ-ตัณหา, Irreversible (2002, กัสแปร์ โนว์) อุโมงค์ที่นางเอกถูกข่มขืนมีสีแดงฉาน ขับเน้นความเจ็บปวดของตัวละคร หรือล่าสุดกับ The Village (2004, เอ็ม. ไนต์ ชัยมาลาน) สีแดงแทนค่าของสัตว์ประหลาดชั่วร้าย

ในช่วงท้ายของหนังฝ่ายเยอรมัน-อิตาลีและญี่ปุ่น เป็นฝ่ายพ่ายสงคราม หลังจากการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิโดยฝีมือของมหาอำนาจอย่างอเมริกา ค่ายกักกันยิวไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป การกวาดล้างชาวยิวครั้งสุดท้ายจึงเกิดขึ้น (แม้กระนั้นหนังก็ไม่ได้แสดงให้เราเห็นถึงฉากชาวยิวถูกยิงตายต่อหน้า หรือชาวยิวนอนจมกองเลือด) เกมสงครามของมหาประเทศจบแล้ว แต่ว่าเกมของกุยโดและโจชัวยังไม่จบ เกมของโจชัวคือการทำคะแนนหนึ่งพันแต้มเพื่อรถถัง เกมของกุยโดคือการรักษาชีวิตของลูกชาย เงื่อนไขทั้งสองจึงหลอมรวมกันคือ กุยโดบอกกับลูกชายว่าหากเขาซ่อนตัวอยู่ในตู้โดยไม่ให้ใครเห็น และออกมาต่อเมื่อไม่มีใครข้างนอก เขาจะชนะและได้รถถัง

ใกล้ตอนจบ (ทั้งของหนังและของกุยโด) กุยโดถูกทหารเยอรมันจับตัวได้ ระหว่างถูกพาตัวไป เมื่อเดินผ่านโจชัว เขาก็ยังมิวายจะส่งรอยยิ้มให้ลูก พร้อมกับการโบกมือลา เป็นทั้งการโบกมือลาลูกชาย ลาจากเกม และลาจากโลกอันแสนวุ่นวายใบนี้ คงจะไม่เกินไปนักหากจะคิดว่ากุยโดยังมองโลกในแง่ดีจนถึงวาระสุดท้าย เขาส่งยิ้มให้ลูก (ให้กับคนดู และให้กับโลก) เพื่อให้ลูกเขาจดจำภาพสุดท้ายของพ่อในภาพของความประทับใจ

เสียงปืนดัง เกมจบ กุยโดตาย คนดูหัวใจสลาย

ณ จุดนี้น่าย้อนคิดไปถึงคำถามของกุยโด อะไรเอ่ย เมื่อพูดออกมา ชื่อของฉันก็ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว คำตอบคือ ความเงียบ เช่นเดียวกันเมื่อเสียงปืนดังขึ้น ความเงียบสูญสลาย ความโศกเศร้าสะเทือนใจเข้ามาแทนที่ แต่ในอีกทาง-ชีวิตของกุยโดดับสูญ ไม่มีเสียงพูดคุยล้อเล่นของเขาอีกต่อไป เขาเหลือเพียงความเงียบงัน และที่สำคัญสิ่งสุดท้ายที่เขาทิ้งไว้คือ ความเสียสละ

เช้าวันถัดมาโจชัวออกมาจากตู้ โลกภายนอกไม่เหลืออะไร ไม่มีผู้คน ไม่มีเสียงนกร้อง ไม่มีอะไรนอกจากความว่างเปล่า เป็นฉากที่เน้นย้ำว่าสงครามไม่ให้อะไรนอกจาก ความสูญเสีย และ ความว่างเปล่า

ฉากสุดท้ายสองแม่ลูกได้พบกันอีกครั้ง ดอร่าและโจชัวเข้าโผกอดกัน ปากพร่ำว่า เราชนะแล้ว เราชนะแล้ว

ไม่ใช่ชัยชนะในเกมที่โจชัวได้รถถัง
ไม่ใช่ชัยชนะของอเมริกาในสงครามโลกครั้งที่ 2

แต่เป็นชัยชนะของกุยโดที่สามารถใช้ ความเสียสละ ทำให้ ชีวิตหนึ่ง รอดพ้นภัยและมีวันพรุ่งนี้ต่อไปได้ (รวมถึงชัยชนะบนเวทีออสการ์ในรางวัลนักแสดงนำชายและรางวัลภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม ถึงตรงนี้น่าคิดว่าธงชาติอเมริการที่ปลิวไสวกับลักษณะของทหารอเมริกาที่ดูใจดี อบอุ่น จนเหมือนบุคคลในโลกอุดมคติในตอนท้ายมีผลต่อรางวัลหรือไม่)

ดังนั้นรางวัลที่แท้จริงของโจซัวจึงไม่ใช่ รถถัง แต่เป็น ชีวิต ของเขา

ท้ายสุดหนังเป็นเสียงบรรยาย (voice over) ของโจชัวในวัยหนุ่มกล่าวว่า นั่นคือเรื่องราวของพ่อของผม พ่อผู้เสียสละ หากไม่เพราะความเสียสละของกุยโด โจชัวคงไม่ได้มานั่งบรรยายเรื่องราวของพ่อของเขา ณ ตรงนี้ และถ้าจำกันได้ในกลางเรื่องกุยโดเปิดร้านหนังสือโดยให้โจชัวมีบทบาทเสมือนเจ้าของร้านอยู่เสมอ หากเขาคิดจะเขียนหนังสือ เล่มแรกที่เขาจะเขียนและวางขายในร้านต้องเป็นชีวประวัติ-วีรกรรมของพ่อเป็นแน่นอน

หลังจากดูหนังจบ สิ่งหนึ่งที่คำนึงได้ก็คือ หนังเต็มไปด้วย คำโกหก มีคนเคยถามว่าคำโกหกของกุยโดเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่

มีใครบางคนกล่าวว่า Song is a beautiful lie
Plabo Picasso กล่าวว่า Art is the lie that helps us understand the truth
ดังนั้นภาพยนตร์ที่เป็นศิลปะแขนงที่เจ็ด จึงถือเป็นคำโกหกได้เช่นเดียวกัน แต่เป็นคำโกหกที่สวยงาม ช่วยให้เราลืมโลกความเป็นจริงเมื่อเราชมมัน แต่เมื่อมันจบเราจะต้องกลับมาตระหนักถึงความจริงและกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง

เราจึงมิอาจตัดสินได้ว่าการโกหกของกุยโด ถูก หรือ ผิด แต่เราสรุปได้ว่าการโกหกของเขาช่างงดงามและเต็มไปด้วยความเสียสละ หนังจึงอาจจะมีอีกชื่อหนึ่งได้ว่า Lie is Beautiful

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากุยโดจะทำให้เราเห็นว่าชีวิตท่ามกลางสงครามก็มีความงดงามเกิดขึ้นได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้ก็คือ หนังมหาปรัชญาเรื่องล่าสุดแห่งไตรภาค qatsi (หลังจาก Koyaaniqatsi และ Powaqqatsi) ของก็อดฟรีย์ เรจิโออย่าง Naqoyqatsi (2003) นั้นเป็นภาษาอินเดียนแดงที่แปลได้ว่า Life as War

คนเราทุกวันนี้ยังอยู่ท่ามกลางภาวะสงคราม !!

แด่ กุยโดและทุกชีวิตที่เสียไปในทุกสงคราม

บทความโดย merveillesxx

เรื่องนี้ผมจำได้เลยผมเข้าไปดูในโรงหนังคนเดียวเป็นหนังที่ผมอยากดูมากๆๆแต่ตอนนั้นเพื่อนผมมันไม่อยากดูหนังที่ทำดูเหมือนหนังเกรดบีแล้วก็ไม่ใช่ฟอร์มใหญ่และไม่ได้มาจากฮอลลีวู้ด ก็เลยสรุปผมแยกกันดูอะครับเพื่อนผม4-5คนไปดูเรื่องอีกกันเพราะว่าผมยืนกระต่ายขาเดียวยังไงกูจะดูเรื่องนี้ให้ได้ แล้วไปดูจบออกมาทำให้ผมรู้สึกว่าชีวิตที่เป็นอยู่ของเราช่วงนี้ช่างโชคดีเหลือเกินที่เราไม่ได้อยู่ในภาวะสงครามไม่ต้องวิ่งหนีและคอยหลบความตายที่มันสามารถมาเยือนเราเร็วกว่าปัจจุบันนี้มากๆอะ หนังเรื่องนี้นะผมชอบในความที่พระเอกมองโลกในแง่ดีแม้นกระทั่งก่อนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตเค้าก็ยังยิ้มให้กับลูกชายแล้วทำท่าทางการเดินตลกให้ลูกดูได้ มันเศร้านะที่คนไม่ได้ทำอะไรผิดเลยจะต้องโดนยิงตายเพียงเพราะว่าเค้าเป็นแค่ยิว ทำให้นึกถึงคำพูดหนึ่งอะว่า "คนเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน" ชีวิตมันช่างสวยงามเหลือเกิน

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry