หลังจากดูหนัง 21 Grams จบลงแล้ว ในสมองของผมเกิดห้วงคิดคำนึงหลายอย่าง
อย่างแรกที่คิดได้ก็คือ ผมพบกับหนังเรื่องนี้ช้าไปหน่อย ผมเชื่อว่าถ้าผมได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนที่เข้าฉาย (หนังเข้าฉายในช่วงเดือนมีนาคม 2547 อันเป็นช่วงเก็บตกหนังออสการ์ เท่าที่จำได้ในโปรแกรมนั้นมีหนัง 3 เรื่องคือ 21 Grams, Monster และ Lost in Translation) ผมเชื่อว่าหนังเรื่องนี้จะต้องติดอันดับหนังยอดเยี่ยมปี 2004 ในใจผมแน่นอน

ถัดมาก็คือ ฌอน เพนน์ควรจะได้ออสการ์จากหนังเรื่องนี้มากกว่า Mystic River เสียอีก สงสัยว่าออสการ์อยากจะให้รางวัลนี้กับพระเอกที่รับบทเลวๆบ้าง*(1) (หลังจากให้แต่พวกคนดี๊คนดีมาหลายปี) หรือไม่ก็คงเพราะว่าปีนี้เพนน์อุตส่าห์มางานแล้วออสการ์เลยรีบๆให้เขาไปเสีย*(2) ส่วนรายของนาโอมิ วัตส์นั้นสมศักดิ์ศรีแล้วที่เธอได้เข้าชิงนักแสดงหญิงยอดเยี่ยม แต่มันก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่เธอจะพ่ายให้แก่รูปลักษณ์สุดสยองและการแสดงอันน่าเหลือเชื่อของชาร์ลิซ เธียรอนจาก Monster และเบนนิซิโอ เดลโตโร่ก็เหมาะสมเช่นกันกับการเข้าชิงดาราสมทบชายยอดเยี่ยม ซึ่งตามจริงแล้ว 21 Grams คือหนังที่แสดงถึง มาตรฐานการแสดงอันสูงส่ง ของวงการภาพยนตร์ในรอบหลายปีนี้ทีเดียว เพราะนักแสดงในเรื่องทุกคนให้การแสดงอันวิเศษเหลือล้น

สุดท้ายก็คือ ผมรู้สึกผิดที่ไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในโรง จริงอยู่ว่าทุกวันนี้สื่ออย่างดีวีดีนั้นแสนสะดวกสบาย เพราะทุกคนสามารถเปิดโรงหนังในบ้านตัวเองได้ แต่มันก็ทำให้เรามักง่าย นิสัยเสีย และลืมไปว่า ภาพยนตร์ นั้นควรจะถูกสื่อและถ่ายทอดที่ในสถานที่ที่ชื่อว่า โรงภาพยนตร์ หนังอย่าง 21 Grams ที่มีรายละเอียดทางด้านภาพอย่างสูงนั้นก็เข้าข่ายกรณีนี้เช่นกัน (อ่านประเด็นเรื่องภาพของหนังเรื่องนี้ใน BIOSCOPE ฉบับที่ 26)

นอกจากจะก่อมวลความคิดมากมายให้หลั่งไหลในสมองแล้ว 21 Grams ยังกระตุ้นหลากหลายความรู้สึกในหัวใจของผมด้วย แต่มันก็ยากจะถ่ายทอดเป็นคำพูดหรือตัวอักษรอย่างเป็นระบบ เพราะในขณะที่หนังเรื่องนี้นำเสนอในรูปแบบ เรื่องเล่าที่ต้องปะติดปะต่อ ความรู้สึกของผมที่มีต่อหนังเรื่องนี้ก็เป็นเช่นนั้น ดังนั้นบทความนี้อาจจะปรากฏร่องรอยแห่งความสับสนอยู่ก็เป็นได้ เพราะมันคือการ ต่อจิ๊กซิอว์ความรู้สึก ของตัวผมเอง หากคุณพร้อมแล้ว ก็เชิญหยิบจิ๊กซอว์ชิ้นแรกขึ้นมาเลยครับ

จิ๊กซอว์ชิ้นแรก: ชีวิตที่ไม่ไร้น้ำหนัก
ตัวอย่างหนังในทุกวันนี้คือแผนประชาสัมพันธ์ทางธุรกิจ ที่ทำอย่างไรก็ได้ให้คนดูยอมเสียเงินและเวลาไปดูหนังในโรง*(3) แต่ 21 Grams มีตัวอย่างหนังที่ดีกว่ามาตรฐานทั่วไปคือ นอกจากมันทำให้เราอยากดูหนังแล้ว มันยังทำให้เรา คิด ตามไปด้วย นั่นคือการใช้ คำถาม กระตุ้นโจมตีต่อมสงสัยใคร่รู้ของผู้ชมว่า
อันว่าชีวิตนั้นมันมีน้ำหนักสักเท่าไร ?
แล้วความรักล่ะ ความผิดมลทินในใจล่ะ และความแค้นล่ะ มันหนักเท่าไร ?


ยิ่งไปกว่านั้นหนังยังไม่บอกถึงน้ำหนักแน่นอนของชีวิต แต่กลับบอกถึงสิ่งที่ เสียไป ในเวลาที่เราตาย
เมื่อเราตาย เราจะสูญเสียน้ำหนักไป 21 กรัม ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ตาม *(4)
หนังเหมือนจะยั่วล้อคนดู ด้วยการบอกแต่ตอนจบ ไม่บอกตอนต้น ก็เพราะว่า น้ำหนักของชีวิตคืออะไรนั้น คือสิ่งที่เราจะต้องค้นหาจากการดูหนังเรื่องนี้นั่นเอง

หนังเรื่องนี้เล่าถึง 3 ชีวิตที่ต่างตกอยู่ในห้วงสถานการณ์ที่ทำให้ไม่อาจดำเนินชีวิตอย่างปกติสุขต่อไป และทั้งสามคนนี้เองที่จะบอกกับเราว่า องค์ประกอบของน้ำหนักชีวิต นั้นคืออะไร หากลองพิจารณาดูแล้วตัวละครทุกตัวนั้นเจือชีวิตตัวเองอยู่ในอารมณ์ของ*(5)
1. ความรัก
2. ความแค้น
3. ความศรัทธา
ต่างไปกันที่ว่าแต่ละคนอาจจะอยู่กับสิ่งนั้นมากน้อยไม่เท่ากัน หากกล่าวโดยสรุปแล้วทั้งสามสิ่งนี้ก็คือ น้ำหนัก ที่เราจะต้องแบกรับไว้ในชีวิต เช่น วันจันทร์คุณอาจจะรู้สึกรักใครคนหนึ่ง วันอังคารคุณรู้สึกแค้นเพื่อนร่วมงานที่ไม่ชอบหน้า วันพุธคุณอาจจะรู้สึก ศรัทธา หรือ เสียศรัทธา กับใครบางคน แต่คุณอาจจะแบกรับความรู้สึกทั้งสามนี้ไปตลอดสัปดาห์หรืออาจจะตลอดชีวิตเลยก็ได้ ไม่มีสูตรคำนวณแน่นอนว่า น้ำหนัก เหล่านี้ จะหายไปเมื่อไร จะคงอยู่ไปอีกนานเท่าไร และส่วนใดที่จะหายไปก่อน

ดังนั้น รัก/แค้น/ศรัทธา คือสามน้ำหนักที่เราต้องแบกรับเอาไว้ทั้งชีวิต รูปการณ์ของชีวิตมนุษย์คนหนึ่งจะดำเนินไปอย่างไรนั้นก็ขึ้นกับว่าเขาจะถ่ายเทน้ำหนักของชีวิตตัวเองไปทางไหน ดังนั้น ความสมดุลของชีวิต จึงน่าจะเกิดจากการถ่ายเทชีวิตไปแต่ละส่วนอย่างพอดี และตัวละครอย่างคริสติน่า (นาโอมิ วัตส์) และแจ็ค (เบนนิซิโอ เดล โตโร่) ก็คือตัวอย่างที่ชัดเจนของชีวิตที่ เสียสมดุล คริสติน่าแค้นคนที่พรากสามีและลูกสาวไปจากชีวิตเธอ จนอยากจะฆ่าเขา ส่วนแจ็คศรัทธาในพระเจ้าอย่างบ้าคลั่ง เพราะแรงความรู้สึกเหล่านี้เธอและเขาจึงไม่ใช่ คนที่ตัวเองเคยเป็น อีกต่อไป เช่นนั้นแล้วหนังเรื่องนี้อาจจะมีชื่อเล่นล้อกับนิยายของมิราน คุนเดอร่าว่า ความหนักอึ้งเหลือทนของชีวิต ก็เป็นได้*(6)

ตัวละครในหนังตอกย้ำซ้ำเติมให้ตัวเองให้น้ำหนักของชีวิตทวีคูณมากขึ้น จนมิสามารถทนแบกรับไว้อีกต่อไป เพราะพวกเขาล้วนติดกับ อดีต (กล่าวได้ว่า 21 Grams เป็นหนังที่เล่าถึงความน่ากลัวของอดีตได้รุนแรงในระดับเดียวกับ 2046 ของหว่องกาไว) หนทางในการแบ่งเบาลดทอนความหนักอึ้งนั้นจึงออกมาในแบบที่ บิดเบี้ยว (คริสติน่าหันไปเสพยา ส่วนแจ็คหนีลูกเมียไปทำงานในถิ่นกันดาร) เขาเลือกวิถีทางชีวิตของตัวเองเหมือนการบินของนกฮัมมิ่งเบิร์ดนกที่บินถอยหลังได้ เขาและเธอล้วนแต่ย้อนคิดถึงแต่สิ่งที่ผ่านมา ซึ่งแท้จริงแล้วพวกเขาคือนกฮัมมิ่งเบิร์ดที่บินลอยในอากาศอยู่กับที่ และรอวันร่วงหล่นลงมาตาย! (สังเกตดูว่าตัวอย่างหนังจะมีรูปเงาของนกฮัมมิ่งเบิร์ดที่กระพือปีกอยู่กับที่)

แต่ชีวิตก็มิได้ให้เราจมอยู่ในห้วงอารมณ์อยู่เพียงคนเดียว ผู้คนมากมายหลายหน้าที่จะก้าวเข้ามาในชีวิตเรา และพวกเขาทั้งสามก็เช่นกัน เขาและเธอล้วนมีจุดร่วมเดียวกัน (จากอุบัติเหตุรถยนต์ครั้งนั้น) และต่างก็ถ่ายทอด น้ำหนักของตัวเอง ให้ซึ่งกันและกัน เพราะนี่คือวิถีของโลกมนุษย์ วิถีของการดำเนินชีวิต นั่นคือการถล่มปัญหาของตัวเองให้กับผู้อื่น*(7)

แต่ใช่ว่าชีวิตของเหล่ามนุษย์จะโหดร้ายถึงเพียงนั้น เพราะคนบางคนก็พร้อมที่จะช่วยบรรเทาทุกข์ปัญหาของเรา จิ๊กซอว์ชิ้นถัดๆไปจะบอกเล่าถึงเรื่องนั้น

จิ๊กซอว์ชิ้นที่สอง: ชีวิตที่ยึดติด
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าตัวละครในหนังล้วนยึดติดกับอะไรบางอย่าง หากกล่าวในเชิงนามธรรมนั้นสิ่งที่พวกเขายึดติดก็คือ อดีต และ น้ำหนักชีวิตทั้งสาม = รัก/แค้น/ศรัทธา

ส่วนในด้านรูปธรรมนั้นหนังก็แสดงให้เห็นเช่นกัน
พอล (ณอน เพนน์) หลงระเริงยินดีไปกับ หัวใจดวงใหม่ ที่เขาจะได้มันมา (หลังจากผ่าตัดเสร็จเขาก็เลี้ยงฉลองกับเพื่อนๆทันที) แต่แล้วหัวใจเจ้ากรรมก็ทำตัวเป็นปรปักษ์กับเจ้าของร่างกาย (หัวใจใหม่ของเขาไม่เข้ากับร่างกาย พอลต้องผ่าตัดใหม่อีกครั้ง) ก็เพราะมันไม่ใช่ ของๆเขา หรืออาจจะเพราะเขาดันอุตริไปหลงรักคริสติน่าก็ได้ (อย่าลืมว่าเจ้าของหัวใจคือ สามีของคริสติน่า!)

แต่ดูเหมือนว่าพอลจะเป็นคนที่ ตาสว่าง เร็วกว่าคนอื่น เขาพูดกับหมอว่า ผมจะไม่นอนรอความตายเป็นซากศพอยู่ที่โรงพยาบาลหรอกนะ! เพราะเขารู้ว่า เขามีสิ่งที่ต้องทำรออยู่ และเขาก็ก้าวออกไปทำ