" 2046 "

...ความรักที่มีแต่ความผิดหวัง การรอคอย...

...การโหยหา และการจากลา...

"He remembers these vanished years.
As though looking through a dusty window pane, the past is something he could see but not touch.
And everything he sees is blurred and indistinct."

"ชายผู้นั้นยังคงจดจำกาลเวลาที่สูญสลายหายไป เปรียบดั่งเพ่งพิศมองบานกระจกที่ปกคลุมด้วยฝุ่น
อดีตนั้นคือสิ่งมองเห็นได้ แต่มิอาจสัมผัส และสิ่งที่เขาเห็นนั้นมันช่างเลือนรางเหลือเกิน"

"การเปลี่ยนแปลง--ที่ไม่เปลี่ยนแปลงในความทรงจำ"

กับความลับในหัวใจ ถ้าเราพูดผ่าน รูต้นไม้ แล้วอุดดินปิดรูขังเอาไว้
ความลับนั้น ก็จะอยู่ในนั้น ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
ถ้าเราซื่อตรงต่อความรู้สึกของหัวใจตัวเอง กล้าที่จะบอกผ่าน รูหัวใจ ของใครคนนั้น
เราอาจจะเห็น ดอกไม้บาน หรือ ใบไม้โรย
เป็นความเปลี่ยนแปลงกับอะไรบางอย่างในชีวิตเรา ซึ่งจะ มี และ อยู่ จริงในความทรงจำ ที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และรับรู้ได้ทุกคราว เมื่อเราไปเยือนที่ 2046.


จากความยาว 129 นาที (ซึ่งมากกว่าหนังเรื่องอื่นๆ ของหว่องกาไว) ผมก็เริ่มสงสัยแล้วว่าหนังเรื่องนี้ของเขา ต้องมีอะไร 'พิเศษ' หลังจากที่ทำให้เรามึนตึ้บกับอาการ 'พูดไม่ชัด' ของ In The Mood For Love ...ความยาวขนาดนี้ของหนังทำให้ผมคิดว่าหนังอาจจะพูดอะไร ชัด ขึ้น

ก็ทั้งถูกและไม่ถูก หนังยังมีส่วนที่เล่าไม่ชัดเหมือนเคย แต่อาจจะน้อยกว่า ITMFL (อย่างน้อยเราก็ไม่ต้องมานั่งเถียงกันแล้ว พระเอกนางเอกได้เสียกันหรือเปล่าฮา) แต่สิ่งที่ตามมาคือการลำดับเวลาที่เหมือนรถไฟเหาะตีลังกาทีเดียว พูดให้ง่ายหนังเรื่องนี้ก็เหมือนกับเลโก้ที่เราจะต้องมานั่งต่อกันเองหน้าโรงหนัง ไม่เพียงแต่เรื่องของ ลำดับ แต่รวมถึง เรื่องราว ด้วย

ไม่แปลกเลยถ้าใครจะว่าหนังเรื่องนี้มันซ้ำซาก ย้ำคิดย้ำทำ เอาของเก่ามาหากิน หรือจะอะไรก็ตาม เพราะมันล้วนแต่เป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยและเคยเห็นในอดีต ตัวละครทั้งหลายพาเหรดมาให้เราดูกันไม่รู้จบ (แม้แต่เลสลี่ จาง แม้ตัวจะมาไม่ได้ แต่เราก็สัมผัสได้) พล็อตเรื่องยังคงเชื่อมโยงกับ Days of Being Wild และ ITMFL เปรียบดั่งบทสรุปของไตรภาคแห่งยุค 60

ภาพเดิมๆ ภาพที่เราคุ้นเคย ถูกฉายซ้ำอย่างต่อเนื่อง เหมือนยั่วล้อเราเล่นให้นึกถึงอดีต (หรือประมาณว่า เอ..ฉากนี้อยู่ในเรื่องไหนนะ) ประโยคบางประโยคถูกพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สิ่งเหล่านี้มิได้ใส่มาเพื่อโชว์ภาพงามบาดตาเท่านั้น ผมคิดว่าภาพใน 2046 ถือเป็น โมทีฟ* ชนิดหนึ่งที่ร้อยเรียงเรื่องราวทั้งหมดเข้าสู่จุดร่วมเดียวกัน เราจะเห็นจุดนั้นชัดเจนที่สุดในภาพสุดท้ายของหนัง

หนังเรื่องนี้เหมือนเราถูกจับโยนไปในดินแดนที่ไม่รู้จัก เรากำลังนั่งอยู่ในรถไฟ มันกำลังขับเคลื่อนไปเรื่อยๆ เราจ้องมองไปที่หน้าต่าง มองผู้คนรอบเมือง สังเกตความเคลื่อนไหวของพวกเขา ...แต่สิ่งที่ไม่รู้คือรถไฟสายนั้นกำลังมุ่งหน้าไปทิศทางใดกันแน่ ...อดีต หรือ ปัจจุบัน? ...เรารู้สึกได้เพียงว่ามันแสนจะวกวน

เช่นเดียวกับทุกตัวละครใน 2046 พวกเขาล้วนแต่สับสน ถูกโยงใย ผูกมัด ร้อยรัด อยู่กับกาลเวลา ต่างพยายามดิ้นรนจากจุดที่เป็นอยู่ บ้างก็มุ่งหน้าสู่อนาคตเพื่อลบล้างอดีต บ้างก็เอาอดีตมาสร้างปัจจุบันยังไปที่อนาคต ...โจวมู่หวันคือจุดศูนย์กลางของเรื่อง เขาคือจุดเริ่มต้นของการติดอยู่ในอดีต และในที่สุดอนาคตของเขาก็สร้างอดีตที่รวดร้าวให้กับผู้อื่น

หว่องกาไว ก็คงเช่นกันระหว่างที่กำกับหนังเรื่องนี้ เขาคงคิดว่า ได้เวลานำโปสการ์ดแต่ครั้งก่อนมารวมเล่ม...พร้อมกับวางโปสการ์ดใบสุดท้าย คงถึงเวลาขึ้นเล่มใหม่เสียที

เหลียงเฉาเหว่ยยังคงให้การแสดงที่หายห่วง เขาทำให้เราเห็นได้ว่า มนุษย์อ่อนแอต่ออดีตเพียงใด และมนุษย์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาได้มากขนาดไหน จางจื่ออี้ก็เป็นตัวละครที่มีมิติก็ที่จะทำให้โจวมู่หวันค้นพบบทสรุปของตัวเองในที่สุด (ล่าสุดทั้งสองได้รางวัลนักแสดงนำชาย-หญิงจาก Hongkong Film Critic Awards ไปแล้วเรียบร้อย) ส่วนเฟย์ หว่อง นั้นนิยามสั้นๆ ได้ว่าเธอคือ Portrait ผู้หญิงในโลกของหว่องกาไว ...โลกเดียวดายอย่างโรแมนติก

สิ่งที่โดดเด่นมากๆ ในหนังคือภาพโลกอนาคตที่ไม่อาจแน่ใจว่าจะได้เห็นในโลกภาพยนตร์เร็วๆนี้อีก (ใครจะทำรองเท้าหุ่นยนต์ได้สวยขนาดนั้น??) นี่เป็นภาพที่หลอมละลายโสตสัมผัสของผมได้มากที่สุดในรอบหลายปีมานี้ อีกส่วนก็คือเพลงประกอบของหนังที่เรียกได้ว่ามาถึงจุดสัมบูรณ์ของเพลงในหนังหว่องกาไวแล้ว ทั้งเพลงลาติน (ที่ผมฟังแล้วรู้สึกไพเราะ เฉพาะในหนังของเขาเท่านั้น) รวมถึงโอเปร่าบาดจิตบาดใจ

ฉากจบของภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่อาจเรียกว่าทรงพลัง แต่สะเทือนเข้าไปถึงจิตใจของผมมากๆ (นับตั้งแต่คราวที่ค้นพบทุ่งหญ้าสีเขียวใน All About Lily Chou-Chou เมื่อปีก่อน) ซ้ำยังตอกย้ำและสรุปความรวมของหนังได้อย่างรุนแรง และมันยิ่งกระหน่ำซ้ำเมื่อเราคิดย้อนกลับไปที่ฉากเปิดเรื่อง...พอหนังจบแล้วผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนถึงไม่ชอบหนังเรื่องนี้ ... ผมคิดว่า 2046 คือหนังสนองนี้ด (Need) ของหว่องกาไวและเหล่าผู้คนที่ติดอยู่ในโลกของเขา

ถ้าหากว่าคิดว่าเรื่องมันซ้ำซาก ก็คงถูก และต้องเป็นเช่นนั้น เพราะแม้ความจริงหนังจะปูทางมาด้วยการใช้'อนาคต' (รวมถึงฉาก CG สุดล้ำ) แต่ผมและโจวมู่หวัน (รวมถึงหว่องกาไว) ก็ค้นพบว่าแท้จริงมันคือ 'อดีต'

โจวมู่หวันยังคงเพ่งพิศอยู่ที่กระจนบานเดิม
เช่นเดียวกับผมที่มองผ่านกระจกรถไฟที่เต็มไปด้วยคราบฝุ่น**

กล่าวกันว่าทุกสิ่งทุกอย่างใน 2046 ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ...สิ่งนั้นถึงรวมถึง อดีต
ดังนั้นการไปสู่ 2046 ไม่ใช่การไปสู่อนาคต ...แต่เป็นการไปในทิศตรงกันข้ามกัน

โจวมู่หวันในปี 1969 ...ไม่ว่าจะ 10 ชั่วโมงผ่านไป 100 ชั่วโมงผ่านไป หรือ 1000 ชั่วโมง เขาก็จะยังอยู่ใน 2046 ตลอดไป

ด้วยความสัตย์จริง ผมลำเอียงต่อการชื่นชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ...เพราะผมเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ยังติดอยู่ในดินแดน 2046

มันเป็นเรื่องแปลกมาก ที่หลังจากชมภาพยนตร์จบ ผมเปิดโทรศัพท์มือถือของตัวเองดู ผมพบว่ามี missed call จากแฟนเก่าที่ไม่ได้ติดต่อกันมานาน ... ภาพดินแดน 2046 ในสมองผมเริ่มเด่นชัด รถไฟกำลังออกวิ่งอีกครั้ง...

สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครกลับออกมาจาก 2046 ได้ หากจะมีก็คงเป็นเพียงหนึ่งเดียว ...จะเป็นใครนอกจากหว่องกาไว

หว่องกาไวปล่อยให้พวกเขาเหล่านั้นคงอยู่ ณ ดินแดนแสนไกล ดินแดนที่ไม่มีใครเข้าถึง พวกเขาจะยังกระซิบความลับกับรูต้นไม้ไปชั่วกัปชั่วกัล

ต่อจากนี้ไป...ตัวละครของหว่องกาไวคงจะไม่เหงาอีกต่อไปแล้ว...



*อ่านเรื่องของ โมทีฟ ได้ใน Bioscope ฉบับที่ 25 คอลัมน์ symbolic corner

**อิงจากประโยคในท้ายเรื่อง In The Mood For Love ชายผู้นั้นยังคงจดจำกาลเวลาที่สูญสลายหายไป เปรียบดั่งเพ่งพิศมองบานกระจกที่ปกคลุมด้วยฝุ่น อดีตนั้นคือสิ่งมองเห็นได้ แต่มิอาจสัมผัส และสิ่งที่เขาเห็นนั้นมันช่างเลือนรางเหลือเกิน (ถอดความเป็นภาษาไทยโดย merveillesxx)

หนังเรื่องนี้เจ็บปวดมากสำหรับผม เพราะหน้าฉากของมันคือ หนังโลกอนาคต แม้ว่าจากเรื่องย่อเราจะรู้อยู่แล้วว่ามันคือ อดีต แต่ผมก็ไม่ได้คาดว่า ในชีวิตจริงที่ไม่ใช่นิยาย โจวมู่หวัน(เหลียงเฉาเหว่ย) ที่แม้ว่าเขาจะพบเจอผู้คนมากหน้าหลายตา แต่เขาก็มิอาจสลัดอดีตนั้นหลุดจากตัวได้

...นั่นทำให้ผมรู้สึกสะเทือนใจในฉากจบเป็นอย่างมาก ฉากนั่งรถใน Happy Together เขายังมีเหอเป่าหวัง (เลสลี่ จาง) ใน In the mood for love เขายังมีโซวไหล่เจิน (จางมั่นอวี้) แต่ใน 2046 ณ ปีเวลาที่ผ่านพ้นไปยังปี 1969 เขานั่งอยู่ในรถคนเดียว ...เขาจะยังกอดรัดอดีตแห่งช่วงเวลาที่สูญหายแห่งนั้น ไปตลอดกาล ซึ่งตรงกับคำพูดที่หว่องกาไวเคยพูดเอาไว้

"การที่รักแล้วต้องเจ็บปวด และบาดแผลจากความรักที่ไม่มียาใดรักษาได้ แม้แต่เวลาที่ว่ารักษาได้ทุกอย่าง หัวใจที่แตกสลายก็ยังเป็นข้อยกเว้น"

จุดนี้มันสอดรับกับธีมทุกอย่างที่หนังสื่อมา ภาพในแต่ละฉากที่ไปสอดคล้องกับหนังที่ผ่านๆมาของหว่องกาไว มันก็คือ 'อดีต' การให้ตัวละครพูดประโยคซ้ำๆ ก็ย้ำทีมของการ 'ยึดติดกับอดีต' ผมจึงเรียกว่ามันเป็น 'โมทีฟ' ชนิดหนึ่ง

แล้วจำได้มั้ยครับว่าประโยคที่หนังย้ำหนักหนาคืออะไร ...
"คนสมัยก่อนเวลาเขามีความลับสำคัญที่ไม่อยากให้ใครรู้
พวกเขาจะขึ้นไปบนภูเขา หาต้นไม้สักต้น...เจาะรูบนต้นไม้
และกระซิบบอกความลับทั้งหมดของตัวเองลงไป
เสร็จแล้วก็เอาดินเหนียวอุดไว้
ความลับของเขาจะอยู่ในนั้นตลอดกาล โดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้"

ดังนั้นเสียงผู้คนในตอน end credit ก็คือเสียงเหล่าผู้คนที่ยึดติด เขาจะยังกระซิบความลับกับต้นไม้ต่อไป ...แล้วทีนี้ลองนึกไปถึงฉากเปิดเรื่องครับ หุ่นแอนดรอยด์ (เฟย์ หว่อง) ก็ทำสิ่งนั้นอยู่เช่นกัน

นั่นคือ ไม่ว่าจะผู้คนในยุคสมัยใดก็ตาม เขาก็ยังติดอยู่ในวังวนแห่งกาลเวลาต่อไป ...หว่องกาไวปล่อยให้พวกเขาอยู่ที่แห่งนั้น ที่ๆเรียกว่า 'โลกของหว่องกาไว' นั่นเอง

ดังนั้น 2046 จึงเหมือน 'สุดขอบโลก'
การที่เราไปเห็นสุดขอบโลกโดยไม่เคยเห็นส่วนอื่นของโลก เราคงมิสามารถดื่มด่ำกับความสวยงามของมันได้เป็นแน่แท้
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงควรจะหางานของเขาทั้ง 7 เรื่องมาดูก่อนที่จะไปดู 2046 ครับ

หว่องกาไวพาเรามายังสุดขอบโลกแล้ว โลกใบใหม่ของเขากำลังรอเราอยู่ครับ...


เพิ่มเติม
- คุณไกรวุฒิ (Bioscope) ให้ข้อสังเกตว่าฉากเปิดเรื่องของ 2046 ชื่อของตัวละครจะวิ่งไปมาซ้าย-ขวา แต่ล้วนอยู่ในกรอบของจอภาพยนตร์ทั้งสิ้น นี่อาจจะเป็นหนึ่งในร้อยต้นตระกูลโมทีฟในหนังเรื่องนี้ และนี่เป็นการบอกใบ้ให้เรารู้ว่ารถไฟคันนี้ไม่ได้วิ่งไปไหนไกลนัก

- ฉาก end credit นอกจากประเด็นเรื่อง 'เสียง' ของผู้คนแล้ว สังเกตดีๆ จะมีภาพวาดขึ้นมาด้วย บางคนบอกว่านั่นคือตอนจบที่สมบูรณ์แบบของนิยาย 2047 ในส่วนนี้ผมสังเกตไม่ทัน จึงขอข้ามไปครับ

- ฉากที่เก๋มากๆ คือ 'บริวเณความหนาวเย็นสูงสุด 1224-1225' ก็คือ วันที่ 24 และ 25 เดือนธันวาคม อันเป็นวันคริสต์มาสอีฟและคริสต์มาสนั่นเอง ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการย้ำคิดย้ำทำในหนังเรื่องนี้ เพราะมีคืนวันคริสต์มาสในหนังบ่อยเหลือเกิน

- ฉากจบตอกย้ำความเจ็บปวด นอกจากด้วย 'ภาพ' แล้ว ก็ยังใช้ 'คำพูด' ประกอบด้วย นั่นคือการเอาประโยคในตอนต้นเรื่องมาซ้ำอีกครั้ง แต่กลับตัดประโยคสุดท้ายออกไป ...เพราะไม่มีใครได้กลับมาจาก 2046 จริงๆ

- 2046 & 2047
ค.ศ. 2046 จะเป็นสุดท้ายที่ฮ่องกงจะ 'ไม่เปลี่ยนแปลง' ไบ่หลิงอาศัยอยู่ในห้อง 2046 ท้ายสุดเธอก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลง เธอไม่อาจตัดใจจากเขา และเธอต้องการกลับไปเป็น 'เหมือนเดิม'

2047 คือปีที่ฮ่องกงต้องเปลี่ยนแปลง
โจวมู่หวันไม่เปลี่ยนแปลง เขาเฝ้ายึดติดกับอดีตของ 'ตัวเอง' ต่อไป (ฟังดูแล้ว เหมือนประเทศใหญ่ๆ สักประเทศนึง-ว่ามั้ย?)
แต่...เขาเปลี่ยนแปลงต่อไบ่หลิง
2047 เปลี่ยนแปลงต่อ 2046

ประโยคที่ว่า "ไม่มีอะไรคงอยู่ชั่วนิรันดร์ไม่เว้นกระทั่งคำมั่นสัญญา" ไม่ได้ปรากฏชัดเจนจากปากตัวละคร
แต่มันสื่อผ่านตัวละครและห้องทั้งสอง

หากเราจะแทนค่า
2046 = ฮ่องกง
2047 = จีน (แผ่นดินใหญ่)
นี่ก็อาจไม่ใช่นัยยะทางการเมืองที่ชัดเจน แต่เป็นจดหมายอำลาต่อฮ่องกงของหว่องกาไว
...ฮ่องกงกำลังจะเปลี่ยนไป
...หว่องกาไวต้องการความเปลี่ยนแปลง
เพราะเขากำลังจะสร้างโลกใบใหม่แล้ว*

*หว่องน่าจะโกอินเตอร์เต็มตัว เพราะหนังเรื่องต่อไปของเขา The Lady from Shianghai จะพูดเป็นภาษาอังกฤษ

2046 ฉบับปูซานฯ สวย...แต่ไม่กลมกลืน
นันทขว้าง สิรสุนทร
วิจารณ์บันเทิง
http://www.bangkokbiznews.com/jud/sat/20041004/news.php?news=column_15130039.html

การเดินทางของผมในการไปดูหนังที่ปูซาน ฟิล์ม เฟสติวัล เกือบ 20 เรื่องในเวลา 5 วันนั้น ดูจะสั้นกว่าการเดินทางของ จ้าวโม่วหวัน(เหลียงเฉาเหว่ย) มากมายหลายเท่านัก

เนื่องเพราะการเดินทางของเขานั้น เป็นการเดินทางของจิตใจที่ไม่เคยจบสิ้น แต่การเดินทางของผมเพื่อภารกิจนี้ มีเวลาจบสิ้นแค่ 5 วัน...

หนังเรื่อง "2046" ซึ่งถูกเลือกให้เป็นหนังเปิดเทศกาล โดยเป็นคนละเวอร์ชั่นกับที่เคยฉายในคานส์ เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และด้วยความที่มาร์เก็ตติ้งดี บวกกับการที่ทีมนักแสดงรู้จักไปโปรโมทตัวเองตามที่ต่างๆ นั่นเลยทำให้ 2046 กลายเป็นหนังที่ตั๋ว sold out เร็วที่สุดในบรรดาหนังกว่า 200 เรื่องที่มีให้ดูในเทศกาลหนังของปูซานฯ ปีนี้ (ใครอยากทราบรายละเอียด กรุณาอ่านได้ใน ET ฉบับล่าสุดของนสพ. biz week)

2046 ฉบับ ปูซานฯ ถูกจัดฉายที่ outdoor theatre ในค่ำวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยมีผู้คนแห่กันเข้าไปดูหลายพัน เรียกว่าเบียดกันพอได้อุ่น และเนื้อแนบเนื้อไม่พอให้รู้สึกหนาว...

หลังจาก หว่อง คาร์-ไว ขึ้นไปสร้างบรรยากาศ so so ด้วยการกล่าวอะไรที่เป็น "ทางก๊าน ทางการ" กลับเป็น เหลียง เฉาเหว่ย ที่เก็บคะแนนได้เป็นกอบเป็นกำจากการพูดอะไรที่ตรงไปตรงมา กล้าแสดงทัศนะที่ไม่ต้องห่วงภาพลักษณ์ของตัวเอง

บรรยากาศของ outdoor theatre ก็เหมือนกับที่โรงหนังลูมิเยร์ ฝรั่งเศสนั่นแหละ คือผู้คนมาออแน่น และหลายคนรอบัตรที่จะตกมาถึงมือ หากมีใครสละสิทธิ์..

หลังจากดู 2046 เสร็จ ใครบางคนอาจรู้สึกว่า 2046 เป็นภาค 2 ของ In the Mood For Love และ อาจจะเป็นภาค 3 ของ Days of Being Wild หรือหากเราจะลองนับเรื่องนั้นเป็นปฐมบท หว่องกาไว 2046 ก็อาจจะถือเป็นไตรภาคในการแสดงอารมณ์ที่หลงใหลในทศวรรษที่ 60 มาก และน่าสังเกตว่าแม้ชีวิตสังคมในยุคนั้นจะสวยงาม(ดุจเพลงประกอบของหนังก็ไม่ปาน) แต่ความหวาดหวั่นในอนาคตของฮ่องกง เริ่มปรากฏขึ้นในใจของ หว่อง เสียแล้ว

มีข้อมูลยืนยันว่า หว่องกาไว เริ่มถ่ายทำ 2046 ในเวลาเดียวกันกับที่เขากำกับ In The Mood For Love การเดินทางอันยาวนานของการสร้างหนังเรื่อง 2046 ส่งผลให้ชื่อของนักแสดงหลายท่านผ่านเข้าออกในหนังตลอดมา ครั้งที่เขาเริ่มประกาศสร้าง ชื่อของ ธงไชย แมคอินไตย ก็ปรากฏในหนังเรื่องนี้ในฐานะหนึ่งในดารานำ (แต่ในเวอร์ชั่นนี้ ป้าเบิร์ดออกมาแค่ 3 วินาที)

ผมเห็นด้วยกับคุณศิวาภรณ์ พงษ์สุวรรณ โปรดิวเซอร์หนังคนหนึ่งของบ้านเราว่า 2046 มีรูปลักษณ์ด้านภาพที่ต่อเนื่องมาจาก In the Mood For Love ส่วนร่องรอยของตัวละครนั้นบางส่วนก็สืบเนื่องมาจาก Days of Being Wild เรายังคงได้พบกับ จ้าวโม่วหวัน (เหลียงเฉาเหว่ย) และ ซูไหล่เจิน (จางม่านอวี้ และ กงลี่) และตัวละครใหม่ๆ มากมาย

หนังเล่าเรื่องราวความรักของคนหลายคู่ เช่นความสัมพันธ์ของ จ้าวโม่วหวัน กับ ไบ่หลิง (จางจื่ออี๋), ทัก กับ หวังจิงเหวิน (เฟย์หว่อง), จ้าวโม่วหวัน กับ ซูไหล่เจิน (ก่งลี่) รวมไปถึงเรื่องรักในโลกอนาคตจากนิยาย 2046 ที่ จ้าวโม่วหวัน เขียนขึ้น เรื่องราวหลากหลายทั้งเรื่องจริงและเรื่องแต่ง ถูกเล่าทับซ้อนกันจนรวมเป็นหนึ่งเดียว หนังเล่าเรื่องตัดสลับไปมาทั้งในส่วนของตัวละครต่างๆที่มีชีวิตอยู่ในยุคเดียวกันและต่างยุค แม้จะต้องใช้ความจดจำในเรื่องราวพอสมควร แต่กระนั้นสิ่งที่หนังมอบให้แก่เราก็คือ ความทรงจำของความรู้สึกที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไป

แม้ว่า ยกไจ๋ (เลสลี่จาง) จะตายจากไปใน Days of Being Wild แต่เราได้พบกับเขาอีกครั้งในส่วนหนึ่งของตัว จ้าวโม่วหวัน ในห้วงเวลาที่เขาใช้ชีวิตเยี่ยงเพลย์บอย หลังจากที่พลาดรักจาก ซูไหล่เจิน และหนึ่งในบรรดาสาวที่เขายุ่งเกี่ยวด้วยคือ ไบ่หลิง (จางจื่ออี๋) ความสัมพันธ์ของเขาและเธอไม่ต่างจากภาพจำลองของ ยกไจ๋ กับ มิมิ (หลิวเจียหลิง) ใน Days of Being Wild ไบ่หลิงรักเจ้าอย่างหมดใจ เขาเองก็ชอบเธอมากแต่ไม่ได้ รัก

เธอจากเขาไป แม้ว่าเขาเองจะรู้สึกเจ็บปวดกับเรื่องนี้ไม่น้อย แต่ใช้เวลาไม่นานมันก็เลือนหาย ต่างจากความรักและความคะนึงที่เขามีต่อ ซูไหล่เจิน (จางม่านอวี้) หญิงคนรักที่เคยพบและพรากกันไป ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายในเวลาที่เขาใช้ชีวิตเยี่ยงนักพนันในบ่อน เขาได้พบกับ ซูไหล่เจิน อีกคนหนึ่ง (กงลี่) ซึ่งคราวนี้เขาไม่ยอมที่จะให้เหตุการณ์เป็นเหมือนอดีตอีก

2046 เคยเป็นชื่อห้องในโรงแรมที่ จ้าวโม่วหวัน ใช้เป็นที่เขียนนิยายและที่นัดพบกับ ซูไหล่เจิน ใน In the Mood For Love แต่พอมาเรื่องนี้ เขาไม่มีโอกาสได้พักในห้องดังกล่าว เพราะมันถูกจับจองโดย ไบ่หลิง ส่วนเขาข้ามไปพักห้อง 2047 แทน

จ้าวโม่วหวัน ใช้เลข 2046 เป็นปีที่รถไฟขบวนพิเศษนี้ จะจอดเทียบท่าในโลกอนาคตอันเป็นเรื่องราวในนิยายเรื่องใหม่ของเขา คราวนี้เขาไม่เขียนเรื่องกำลังภายในแล้ว เขาสนใจจะเขียนเรื่องอนาคต หากเรื่องราวในโลกอนาคตนั้นช่างไม่ต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตเลย หนังเรื่องนี้จึงเหมือนเพลงรำพันของใครสักคนที่อยากจะพร่ำบอกถึง สิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจและไม่มีวันเลือนหาย

สิ่งที่เห็นได้ชัดจากงานของหว่อง คาร์-ไว ในเรื่องของ 2046 ก็คือ เนื้อหาที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น แต่มันใช่แน่หรือ..ถ้าเราจะบอกว่าเนื้อหาดูสลับซับซ้อนมากขึ้น อันที่จริง

ถ้าเอาหนังของเขามามองร่วมกันในหลายๆ จุด ความซับซ้อนของ 2046 ดูเบาบางมากเมื่อเทียบกับ days of being wild กระทั่งอาจจะธรรมดาเมื่อเทียบกับ in the mood for love เพราะว่าความจริงที่เกิดขึ้นก็คือ หนังของหว่อง ใช้วิธีการตัดสลับ ไม่ใช่สร้างซับซ้อนให้เกิดขึ้น

ผมปรารถนาดู 2046 ด้วยความอยาก...

แต่ดูเสร็จแล้ว ก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า 2046 มีอะไรที่เพิ่มขึ้นจากงานชิ้นก่อนๆ ของ "นกไร้ขา" แห่งวงการหนังบ้าง

ความสวย...นั่นเองที่เพิ่มและพอกพูน

แต่มันทับทวีคูณในรูปรอยที่ซ้ำซาก ไม่กลมกลืนและไม่สอดคล้อง...

ผมไม่ได้ยินแน่ๆ เพราะระหว่างเดินฝ่าลมหนาวของเวลา 22.40 น.ที่ปูซานฯ (และเดินสวนกับคนแปลกหน้าในระยะ 0.05 เมตร) มีเสียงบ่นอื้ออึงถึงความน่าอึดอัดของคนดูบางกลุ่มต่อ 2046

หรือบางที...หว่อง คาร์-ไว อาจต้องปรับเปลี่ยน

หรือ...ไม่ต้องปรับเปลี่ยน ?

(ข้อมูลส่วนหนึ่งจากคานส์อ้างอิงจากบทความจุดประกาย เขียนโดย ศิวาภรณ์ พงษ์สุวรรณ)
2046 : หว่องกาไวกับห้องแห่งความลับ
โดย ธีปนันท์ เพ็ชร์ศรี
9 กุมภาพันธ์ 2548 19:24 น.

2046 ชื่อหนังเรื่องล่าสุดของ หว่องกาไว - - ที่ในที่สุดก็เป็น ตัวเลข จริงๆ เสียที หลังจากที่เขาเล่นกับมันมาหลายครั้งแล้ว

ตัวเลขในหนังของหว่องแทนความหมายได้มากมาย ผมเคยชอบใจประโยคที่ 223 (ทาเคชิ ทาเนะชิโร) พูดไว้ในหนัง Chungking Express ซึ่งผมจำได้เลาๆ ว่า เขาเลิกกับแฟนสาวชื่อเมย์ในวันเอพริล ฟูล (1 เมษายน) เขาคิดว่าเธอคงล้อเล่น จึงคิดเล่นตลกกับตัวเองบ้าง ด้วยการซื้อสับปะรดกระป๋องที่จะหมดอายุภายในวันที่ 1 พฤษภาคม เหตุผลเพราะเธอชื่อ เมย์ (แปลว่า พฤษภาคม), เมย์ชอบกินสับปะรด และวันนี้เป็นวันเกิดของเขา

เขาคิดว่าถ้าทำอย่างนั้นแล้ว เธออาจเปลี่ยนใจกลับมารักกันอย่างเดิม แต่ถ้าไม่ เขาก็ซื้อสับปะรดสัก 30 กระป๋อง เมื่อล่วงเลยเข้าสู่วันถัดไป รักของเขาก็น่าจะหมดอายุอย่างนั้นบ้าง

หนังของหว่องกาไวส่วนใหญ่มักจะเป็นอย่างนี้ รายละเอียดบางอย่างดูเผินๆ แล้วก็ดูน่ารักน่าชังดี แต่ลงท้ายแล้วมันมักหนีไม่พ้นเป็นเรื่องเศร้า

หว่องอาจไม่ตั้งใจใช้ตัวเลขเพื่อแทนอะไรอย่างจริงจัง แต่โดยรวมๆ แล้ว มันหมายถึงวันเวลาที่ฝังใจ และล่วงเลย อีกทั้งตัวเลขโดยตัวของมันสื่อถึงความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา ในแง่นี้ Chungking Express ชัดเจนมาก เพราะแม้แต่ชื่อตัวละครก็ไม่ได้รับการเปิดเผย - เราได้ทราบเพียงรหัสและตัวเลข

ใน 2046 ก็มีอะไรทำนองนี้ ช่วงหนึ่งที่หนังเล่าถึงขบวนรถไฟปริศนาที่ตัวละครเอกใช้เดินทางไปหาความทรงจำอันสูญหาย มีคนบอกเล่าถึงรถขบวนนี้ว่าจะพักอยู่ตรงไหนก็ได้ แต่ตรงส่วนที่ 1224 - 1225 อุณหภูมิจะต่ำกว่าปกติ และผู้โดยสารก็จำต้องกอดกันแน่นๆ

โจวโม่หวัน (เหลียงเฉาเหว่ย) เจ้าของเรื่องเล่า บอกกับคนดูว่า 1224 และ 1225 นั้นไม่ต่างอะไรจากวันคริสต์มาส และพระเจ้าก็ไม่กำหนดให้มนุษย์เราอยู่อย่างเปล่าเปลี่ยวเดียวดายในช่วงนี้ เขาจึงตัดสินใจช่วยเหลือให้เด็กสาวคนหนึ่งพ้นทุกข์ (เฟย์ หว่อง) ทั้งๆ ที่ตัวเขาไม่อยู่ในฐานะที่จะทำแบบนั้นเลย

โจวมีความหลังหนักหนาอยู่ไม่น้อย เขาคงจะเป็นโจวคนเดียวกับที่เคยเป็นชู้รักของซูหลี่เจิน (จางมั่นอวี้) ใน In the Mood for Love และเจ็บปวดกับความสัมพันธ์หนนั้นจนเสียศูนย์ แม้ใน 2046 โจวจะพูดถึงการฝังความลับไว้ในโพรงต้นไม้และใช้โคลนอุดมันเสีย (ซึ่งฉากที่ว่านี้ปรากฏใน In the Mood for Love) แต่มันก็เป็นเพียงคำพูด เพราะเขาเองแม้จะทำแล้ว แต่ก็ยังละลืมอดีตไม่ได้

หมายเลข 2046 ในนิยายของโจวคือสถานที่แห่งหนึ่งที่ยังคงเก็บความทรงจำต่างๆ ไว้โดยไม่หมุนเปลี่ยนไปตามโลก เขาบอกว่าทุกคนเดินทางไปที่นั่น และไม่มีใครได้กลับมาอีก

โจวเองพยายามเดินทางไป 2046 ผ่านนิยายของเขา ภาพของซู่หลี่เจินลอยมาเป็นห้วงๆ ในความคิดคำนึง - เป็นการบอกอย่างตรงๆ ว่าเขายังลืมชู้รักเก่าไม่ได้ ตอนที่ได้เจอกับผู้หญิงคนนึ่งซึ่งมีชื่อว่าซู่หลี่เจินเหมือนกันนั้น (รับบทโดย กงลี่) เขาบอกกับเธอว่า ถ้าคุณลืมอดีตได้เมื่อไหร่ ก็ออกตามหาผมนะ แต่โจวก็เฉลยในอีกไม่กี่วินาทีถัดมาว่า เขาไม่ได้บอกประโยคนั้นกับเธอมากเท่ากับบอกแก่ตัวเอง

การจมปลักอยู่กับเรื่องที่ผ่านเลยไปแล้วของโจวไม่ได้ทำให้เขากลายเป็นคนร้ายกาจกับคนรอบข้างเท่ากับ หยกไจ๋ (ตัวละครของ เลสลี จาง ใน Days of Being Wild) ก็จริง แต่สิ่งที่เขาทำกับไป่หลิง (จางจืออี) นั้นก็เรียกเป็นความเมตตาไม่ได้อีกเหมือนกัน

โจวสอนให้ไป๋หลิงได้เรียนรู้กับความเจ็บปวด ทั้งที่เธอเป็นตัวละครเพียงตัวเดียวในหนังที่บริสุทธิ์และมีลังแห่งอดีตที่ยังว่างเปล่า การที่โจวก้าวเข้ามา (และเดินออกไป) ในชีวิตของเธอ ไม่เพียงจะทำให้ที่ว่างตรงนั้นเต็มขึ้นเท่านั้น แต่เธอจะเริ่มกลายเป็นคนพิการอย่างคนอื่นๆ เขาด้วยในที่สุด

อีกคนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อความคิดของโจวคือสาวบาร์ชื่อ ลูลู่ (หลิวเจียหลิง) โจวพบเธอในบาร์แห่งหนึ่งแล้วเข้าไปทัก เพราะมั่นใจว่าเคยพบกันมาก่อนแล้ว เธอปฏิเสธลูกเดียวว่าไม่จริง หลังจากนั้นโจวก็ได้พบเธออีกในชื่อ มีมี่ - - เธอได้กลายเป็นคนใหม่ไปแล้ว

ลูลู่พูดประโยคที่เหมือนจะเป็นวิธีที่ทำให้เธอรับมือจากความเจ็บปวดของอดีตว่า เธอเลือกที่จะปฏิเสธคำปฏิเสธ กล่าวคือ ไม่ยอมรับว่าความปวดร้าวมีอยู่จริง ทันทีที่ร้องไห้ก็จะฝืนหน้ายิ้มขึ้นทันทีเหมือนกัน หลอกตัวเองอย่างแน่แน่วว่าไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร

หว่องกาไวประมวลเอาสิ่งที่เขาเคยพูดไว้ก่อนแล้วในงานชิ้นก่อนๆ มารวมในหนังเรื่องนี้ มีนักวิจารณ์หลายคนเคยพูดถึงภาวะ ไร้อัตลักษณ์ที่แน่นอน ของหว่องพร้อมกับยกเหตุผลเรื่องความแปลกแยกของตัวละครไปจนถึงวาระการมอบคืนเกาะฮ่องกงจากอังกฤษให้จีน - มาแล้วมากมายก่อนหน้านี้ และมันก็ยังใช้ได้กับ 2046

โจวมู่หวันไม่เคยหยุดเดินทาง เขาอาจไม่ใช่นกไร้ขาที่หยุดบินเมื่อไหร่ก็แสดงว่าตาย แต่โจวก็พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะหาพื้นที่ส่วนตัวบางแห่ง (ที่ไม่รู้ว่ามีอยู่จริงหรือไม่) ที่ตัวเองอยู่แล้วมีความสุขที่สุด เขาอยู่ทั้งในฮ่องกง สิงคโปร์ แม้กระทั่งกัมพูชายังดั้นด้นไปแล้วอ้างว่า หนังสือพิมพ์ส่งผมไป รู้ทั้งรู้ว่ามันไม่ใช่ความมุ่งหมายหลัก

น้อยครั้งที่ตัวละครของหว่องกาไวจะได้พบพานกับความสมหวัง ว่ากันตามตรงคือมันเป็นเรื่องของคนผิดหวัง และไม่เคยสลัดสัมภาระนั้นลงจากหลังได้ มันเป็นความเศร้าสลดที่งดงาม ผมไม่เคยเห็นใครพูดประเด็นเดียวกันนี้ได้ดีเท่าหว่องอีกแล้ว

แม้จะไม่ใช่ความจำเป็นสูงสุด แต่การชม 2046 จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้นถ้าได้เคยดูงานเก่าๆ ของหว่องกาไวมาก่อนแล้ว ความสนุกไม่ใช่แค่การมาจับโยงว่าหว่องเคยเล่าอะไรไว้ในหนังเรื่องไหนบ้างเท่านั้น ผมว่ามันช่วยในแง่ของการจับสาระสำคัญของหนังได้ชัดเจนมากขึ้นด้วย

อาจารย์มโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ที่นับถือ เคยทำนายไว้ว่า 2046 เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตการทำงานของหว่องกาไว ต่อไปตัวละครของเขาคงจะไม่เจ็บปวดหรือเหงาพร่ำเพรื่อกันอีกต่อไปแล้ว ถือได้ว่าเป็นการสิ้นสุดภาวะนี้ของหว่องไปเสียที

ไม่รู้ว่าแกจะทายถูกหรือเปล่านะครับ แต่ผมก็หวังให้มันเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าเบื่อแล้วหรือว่าสิ่งที่เห็นใน 2046 นั้นแผ่วไปแล้วนะครับ ตรงข้าม, 2046 ยังคงเต็มไปด้วยพลังการเล่าเรื่องที่สวยงามและอัดแน่น

คงจะดีไม่น้อยถ้ามันจะเป็นฟินาเล่ของเฟสแรกในชีวิตการทำงานของหว่องกาไว

บทความจากmerveillesxx

ส่วนตัวผมชอบหนังเรื่องนี้มากๆๆเลยมันทำให้เศร้าได้ใจจริงมีหลายซ็อตมากๆๆที่ทำให้รู้สึกถึงความเหงาและเดี่ยวดายของการอยู่คนเดียวเศร้าไม่มีเลย อย่างเช่นคำพูดที่พระเอกชอบพูดคำว่า เธอจะไปกับฉันไหม? แล้วที่เธอไม่ตอบ แล้วสุดท้ายที่ โจวมู่หวันพูดว่า เพราะเธอมีใครคนนั้น อยู่แล้ว ทำให้รู้สึกว่าบางทีบางคำถามเราเอง ก้อถามไปอย่างนั้น ทั้งที่คำตอบเรามีอยู่แล้ว แต่ก้ออยากให้มันชัดเจนขึ้น เพราะคำตอบของคนอีกฝั่ง....
(The reason she didn't answer is not simply that the reactions were delayed, it is simply that she didn't love me...)

แล้วผมก็ชอบประโยคนี้ด้วยอะ "ความรักเป็นเรื่องของจังหวะเวลา จึงไร้ประโยชน์หากเราเจอคนที่ใช่เร็วหรือช้าเกินไป"

แล้วผมชอบตอนหนึ่งอะมากๆเลยอะคิดมุขนี้ได้ไงนี่โดนอย่างแรง
ตัวละครชายหนุ่ม (ทาคูยะ คิมูระ) ดันไปหลงรักหุ่นแอนดรอยด์สาว (เฟย์ หว่อง) ทั้งๆที่มีคนเตือนเขาแล้วว่า "อย่าไปหลงรักเธอเข้าเชียวล่ะ เพราะเธอน่ะเป็นหุ่นยนต์ แล้วเธอก็ตอบสนองช้า"

ในที่สุดชายหนุ่มก็ตัดสินใจบอกรักหุ่นยนต์สาว แล้วก็พูดว่า "หนีไปกับผมเถอะ" แต่แล้วเธอกลับไม่มีคำพูดใดๆ ตอบกลับมา หลังเฝ้ารอคอยในห้วงแห่งความเงียบงัน เขาจึงตัดสินใจที่จะจากโลกนั้นไปแต่เพียงผู้เดียว...

หลายสิบชั่วโมง หลังจากนั้น
หุ่นแอนดรอยด์ตนนั้น ...ร้องไห้
บางทีในสมองกลของเธอตอนนั้นอาจจะมีคำตอบให้แก่เขาแล้วก็ได้
แต่เขาไม่ได้อยู่ ณ ตรงนั้นเสียแล้ว
(มันก็เหมือนกับความรักของคนแหละบางทีคนบางคนอาจจะเหมือนกับหุ่นตัวนี้ก็ได้ที่ความรู้สึกช้ากะคนดีๆจนวันหนึ่งเค้าไม่อยู่กะเราอีกแล้วและไม่มีทางที่เราจะได้อยู่ด้วยกันอีกแล้วเศร้ามากๆๆ)

พอผมดูหนังเรื่องจบนะมันเศร้าสักจนอึ้งในความเหงาของมนุษย์มากๆๆๆๆอะ



Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

big smile big smile

#1 By (222.123.235.242) on 2008-06-04 17:39